วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

มารหรือซาตาน

มาร หรือ ซาตาน คืออะไร?   เป็นมาอย่างไร?
ที่จริงแล้วมารหรือซาตาน ก็เป็นเทพ-เทวดากลุ่มหนึ่งเหมือนกัน  แต่เป็นเทพ-เทวดาที่เกเร จิตของเขาจะเป็นมิจฉาทิฏฐิคือมีความคิดเห็นที่ผิด  จึงทำให้ร่างกายของเขาไม่สวยงามเหมือนกับเหล่าเทพ-เทวดาที่เป็นฝ่ายสัมมาทิฏฐิ คือมีความคิดเห็นที่ถูกต้อง จึงทำให้ร่างกายเครื่องทรงของเขาสวยงาม
มารหรือซาตานมาจากไหน? ก็เป็นดวงจิตหรือดวงวิญญาณที่มาจากมนุษย์ที่ตายแล้ว แต่ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เป็นมนุษย์นั้น   ก็เป็นมนุษย์ หรือเป็นคนที่มีจิตใจที่เป็นมิจฉาทิฏฐิคือ มีความคิดเห็นผิดไม่ถูกต้อง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นผิดเป็นถูก เวลาเห็นคนอื่นเขาทำบุญสร้างกุศล   สร้างบารมี   ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน   รักษาศีล   เจริญภาวนา(นั่งสมาธิ)   ก็จะขัดขวาง   ไม่สนับสนุน   พูดจาเยาะเย้ยถากถาง   ว่าบ้าเหลวไหลงมงาย   ส่วนตัวเองความดีก็ไม่ทำ   ความชั่วก็ไม่สร้าง   พอตายจากมนุษย์ดวงจิต หรือดวงวิญญาณก็ไปอยู่หรือไปเกิดในร่างของมาร   เกิดเป็นมารหรือซาตาน   พอไปเกิดเป็นมารแล้ว   ก็ไปขัดขวางเหล่าเทพ-เทวดา   ไม่ให้มีโอกาสได้สร้างบุญสร้างกุศลสร้างบารมีต่อ หลังจากที่เหล่าเทพเทวดาได้หมดบุญจากสวรรค์แล้วและก็ได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์   พวกมารก็มาขัดขวางการสร้างบุญสร้างบารมีของเหล่าเทวดาทั้งหลายที่หมดบุญลงมาเกิดเป็นมนุษย์คนนั้นอีก   คอยกลั่นแกล้งให้เขาพบกับความลำบาก   เกิดความทุกข์   ความท้อแท้   ขัดขวางไม่ให้พบกับความสำเร็จ   ไม่ให้เรามีความสุข   ถ้าเห็นว่าเราจะมีความสุข และจะพบกับความสำเร็จแล้วมารจะเข้าขวางทันที  แต่ไม่ทำให้เสียชีวิตเหมือนเจ้ากรรมนายเวร   มารจะพามนุษย์หลอกล่อมนุษย์ให้ผิดศีลอยู่เสมอ เช่น   พาให้คิดและทำการฆ่าเบียดเบียนกัน   พาให้คิดและทำการลักขโมย   คิดช่อคดโกง   พาให้ทำและคิดผิดลูกผิดเมียและสามีของคนอื่นเขา พาให้คิดให้พูดโกหก พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดนินทา พูดคำหยาบ พาให้มนุษย์คิด และเล่นการพนัน เสพสิ่งเสพติดและของมึนเมาทั้งหลาย เพื่อจะได้ให้มนุษย์ทำกรรมชั่วมากๆ   เพื่อให้ผลกรรมนั้นได้ส่งผลให้มนุษย์ได้ไปตกนรก หรือลงสู่อบายภูมิ ๔   เวลามนุษย์จะทำความดี หรือคิดทำความดี   คิดที่จะสร้างจะทำบุญบารมี   พวกมารก็จะขวางทันที ......
            มารมีทั้งมารที่อยู่ภายนอกตัวเราและมารที่อยู่ภายในตัวของเรา   มารที่อยู่ภายในตัวของเรามาอย่างไร?   เมื่อพ่อแม่ของเราได้ร่วมหลับนอนกันแล้ว เชื้ออสุจิของพ่อเข้าผสมกับไข่ของแม่  มีดวงจิตของเราที่ดับหรือหมดบุญจากสวรรค์มาเข้าทำการปฏิสนธิแล้วหนึ่งดวง   แต่ก่อนที่เราจะหมดบุญหรือลงมาจากสวรรค์นั้น   เทพเทวดาทุกองค์จะรู้ล่วงหน้าและมีสิ่งบอกเหตุว่า   ขณะนี้ใกล้เวลาที่ท่านจะหมดบุญและลงไปเกิดใหม่แล้ว   เหล่าเทพเทวดาจะดีใจกันมากถ้าหากการหมดบุญของเขาได้ไปเกิดยังโลกมนุษย์ และได้ไปเกิดเป็นมนุษย์   เพราะมีโอกาสที่จะบำเพ็ญตนให้สู่ความหลุดพ้นคือพระนิพพานได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเหล่าเทพเทวดาที่ยังไม่หมดบุญทั้งแปดหมื่นจักรวาล ก็จะทำการแสร้งซ้องอนุโมทนาสาธุการยินดีต่อเทพเทวดาองค์นั้นที่ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์   มารซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์อยู่ก็ตามลงไปขัดขวางด้วยทันที   โดยการลงไปปฏิสนธิหลังดวงจิตหรือดวงวิญญาณของเทวดาองค์นั้น   ในไข่ฟองเดียวและร่างเดียวกันแต่มีดวงจิต ๒ ดวงจิต ......
            เมื่อดวงจิตของมารเข้ามาอยู่ในร่างของมนุษย์แล้ว เขาก็จะเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ไปพร้อมๆกับจิตของเทวดา(จิตของเรา)  มนุษย์เป็นอย่างไร?   มนุษย์ชอบอะไร?   มารก็จะเรียนรู้ทั้งหมดและก็จะปลอมแปลงเป็นเทวดาหรือเทพองค์นั้น   แสดงเป็นเทพองค์นั้น หรือเทวดาองค์นี้ หลอกมนุษย์ให้มี ความรัก  ความโลภ  ให้มีความโกรธ ให้มีความหลงไปต่างๆนาๆ   เพราะมนุษย์มองไม่เห็นตัวของเขาเพราะตัวของเขาหรือร่างกายของเขานั้นเป็นกายทิพย์(อากาศธาตุ)   แม้แต่คนที่เป็นร่างแท้ๆยังไม่เคยเห็นเลย   แม้แต่ทางความฝันก็แทบจะไม่เคยด้วยซ้ำไป   ถึงจะเห็นด้วยญาณหรือตาทิพย์ก็ไม่ใช่ว่าจะจริงหรือใช่เสมอไป เราต้องใช้พลังของพระพุทธคุณเปิดร่างที่เห็นนั้นอีกทีหนึ่งจึงจะรู้ว่าตัวจริงหรือตัวปลอม   ถึงมารจะมีพลังปลอมแปลงหรือพรางตัวได้ขนาดไหนก็ปิดไม่อยู่  เพราะมันแพ้ทางบารมีกัน  มารในตัวมนุษย์จะมีพลังมากกว่าพลังของเทวดา(จิตของเรา) อาจารย์จะเรียกมารที่อยู่ในตัวมนุษย์นี้ว่า " องค์ " หรือ " องค์ใน "   เมื่อเราคลอดออกมาเป็นทารกแล้วเติบโตมาเป็นเด็ก จากเด็กก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่   มารก็จะทำให้เรามีปัญหาหลายๆด้าน หรือมีทุกข์มากขึ้น   เพื่อจะได้พาร่างมนุษย์นี้ไปพบกับพวกมารในร่างมนุษย์ตัวอื่นๆที่มาก่อนแล้ว ที่เราเห็นและรู้จักกันในนามของ " ร่างทรง " หรือ " ทรงเจ้า "   เพื่อเสริมเพิ่มพลังอำนาจให้กันและกัน   โดยมีกุศโลบายหลอกล่อในการที่จะครอบงำหรือควบคุมก็คือให้รู้ข้อดีผลดีของ การรับขันธ์ครอบขันธ์   ทำเพื่อจะให้จิตแท้ของเรายอมเปิดร่างเปิดทางให้   ก็คือให้เจ้าตัวยินยอมนั่นแหละ   เมื่อทุกอย่างสมบูรณ์แล้วมารก็จะครองร่างนี้สำเร็จ   ที่นี้ก็จะทำท่าเหมือนจะพาตัวเราหรือพามนุษย์ไปในทางสว่าง   ไปในทางธรรม   พาไปทำบุญโน่นทำบุญนี่เหมือนจะพาให้หลุดพ้น   แต่สุดท้ายก็พาให้หลงทางเสีย   ชอบแสดงอิทธิ์ฤทธิ์ปฏิหาร   ใบ้เลขให้หวยให้เบอร์   ให้ทุกท่านสังเกตุดูก็แล้วกัน   ส่วนองค์เทพเทวดาจริงๆนั้นท่านก็มีอยู่จริงๆ   อาจารย์จะกล่าวในหัวข้อเมนูเรื่อง เทวดาประจำตัว และ เทวดาสร้างบารมี   ต่อไป ......  
            ในสมัยพระพุทธองค์ก็ได้กล่าวถึงมารไว้เหมือนกันคือ พระยามารชื่อ วัสสวดีมาร   ที่ขัดขวางการออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะว่า   " อีก ๗ วันก็จะได้เป็นเจ้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แล้วพระองค์จะประสงค์สิ่งใดก็จะได้สมประสงค์ทั้งหมดทุกอย่าง   ทรัพย์สมบัติ   แผ่นดิน   จะออกบวชทำไม "   พระพุทธองค์ก็ตอบไปว่า   " เพื่อสัพพัญญุตญาณ "   หลังจากนั้นพระองค์ก็เดินทางออกบวช  ครั้งต่อมาก็ตอนที่พระพุทธองค์ใกล้จะตรัสรู้ พระยามารก็ยกทัพมาขัดขวาง เพื่อไม่ให้พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และอีกครั้งก็ตอนที่พระพุทธองค์ได้บอกพระอานนท์ว่า พระองค์สามารถจะทำให้ร่างกายสังขารของพระองค์ให้ยังอยู่นานเท่าไรก็ได้เป็นกัปไม่ตาย แต่พระอานนท์ไม่เข้าใจไม่รู้ก็เลยไม่ได้กล่าวทูลขอให้พระพุทธองค์ให้ทรงอยู่ต่อ   พระยามารจึงเข้าไปทูลขอให้พระองค์เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน   พระองค์ก็รับปากแก่พระยามารไปว่า   " อีก ๓ เดือนข้างหน้าเราจะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน "   หลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็ออกกุฎีมาบอกกับพระอรหันต์สาวกทั้งหลายว่า   " อีก ๓ เดือนข้างหน้าเราจะนิพพานที่เมืองกุสินารา " ......
            ณ บัดนี้กาลเวลาได้ผ่านไปแล้ว ๒๕๔๘ ปี พระพุทธองค์ ก็ไม่มีรูปกายให้เราได้พบเห็น พระอรหันต์สาวกทั้งหลายก็ไม่มีแล้ว พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ในพระธรรมวินัยก็หายากเต็มทน  แต่พระยามารและเหล่าบริวารก็ยังอยู่เหมือนกัน จะอยู่ในรูปของดวงจิต หรือวิญญาณ เป็นกายทิพย์ เป็นอากาศธาตุ เป็นพลังงานรูปหนึ่งที่ส่งผลในทางที่ไม่ดีให้กับเรา   มารจะแฝงอยู่โดยทั่วๆไปและจะแฝงอยู่ในตัวของคนเราทุกๆคน สัตว์และสิ่งของ ต้นไม้ใบไม้และยอดหญ้า มารจะมีรูปร่างคล้ายๆกับสัตว์ในโลกนี้ แต่ไม่ใช่พวกอสูรกาย  มารจะทำให้เรามีจิตที่เกิดความรักหลง ความโลภหลง ความโกรธหลงไปในทางที่ผิดๆ จะขัดขวางความสุข ความเจริญ ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับเรา ตลอดจนขวางการสร้างบุญสร้างกุศลของเราด้วย เช่น ในบางครั้ง เราอยากจะทำความดีอยู่ๆก็มีอีกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาไม่ให้เราทำ หรือไปทำอย่างนั้น  ส่วนพวกมารที่อยู่ภายนอกตัวของเรานั้น ก็จะทำให้เราโกรธโมโห ไม่พอใจ ทำให้เราเสียทรัพย์สินเงินทอง ทำให้เราบารมีตกโดยพาเราไปผิดศีลผิดธรรม ทำให้เราจิตตกทำให้เราได้รับรู้อารมณ์ที่ไม่ดีจากภายนอกต่างๆเข้าตัวเรา ทางหู ตา จมูก ลิ้น กายและจิตใจ ถ้าหากจิตของเราปรุงแต่งก็จะปรุงว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าหากว่าไม่ปรุงแต่งตัวเราก็จะมีอารมณ์เฉยๆ   มารส่งผลให้กับเราไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แค่ทุกข์ยากลำบากกายใจ ทำให้เราไม่สำเร็จ การเงินการงานติดขัดมีปัญหาต่างๆในทางไม่ดี  ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรหรือมาร เราต้องขจัดมันออกไปให้หมดสิ้นให้ห่างออกจากตัวเราไปเสีย เพื่อความสุขความสบายกายสบายใจของเรา และทุกๆคนที่อยู่รอบๆข้างของเราด้วยต่อไป .........  
การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เหล่าพวกมารหรือซาตานครอบงำหรือควบคุมตัวของเราหรือคนค้างเคียงในเบื้องต้นนี้ก็คือ .........
๑.   ให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปหาตำหนัก สถานที่ๆมีการลงทรง ประทับทรงลงร่าง หรือมีการลงแบบแฝงร่างและพิธีกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้   ท่านจะถูกสะกดหรือถูกครอบงำทางอ้อม
๒.   อย่าทำการรับขันธ์   ครอบขันธ์   ครอบครูอย่างเด็ดขาด   เพราะท่านจะถูกสะกดเป็นบริวารของเขาทันที่โดยตรง
๓.   อย่าเข้าหาพระสงฆ์   แม่ชีหรือนักบวชที่มีการลงทรง   ประทับร่างหรือแฝงร่าง(มีองค์)  เพราะพระสงฆ์ทุกวันนี้ที่รู้ด้วยญาณอภิญญาจิตจากการปฏิบัติธรรมฝึกจิตนั้นไม่มีเลย หรือมีน้อยมากหายากในปัจจุบันนี้ เพราะว่า ถ้าหากท่านมีญาณได้ฌานจากการฝึกจิตท่านจะไม่สนใจใครเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร จะออกสันโดษและสมถะ แสวงหาวิเวกเสมอตลอดเวลา ทุกวันนี้มีแต่พวกมารในร่างมนุษย์ที่เคยลงทรงประทับร่างมาแล้วทั้งนั้น ที่ออกบวชแล้วแสดงอิทธิฤทธิ์ แสดงปฏิหารให้พวกมนุษย์หลงทางกัน ผู้ชายก็บวชเป็นพระเป็นเณร ผู้หญิงก็ไปบวชเป็นชีหรือพราหมณ์ อาศัยความเชื่อ ความศรัทธาของศาสนา หรือผ้าเหลืองแอบอ้างกำบังตน ไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรเสียหายขึ้นกับศาสนา  ชอบอ้างเทพเทวดาองค์นั้นองค์นี้ อย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้ตนเองได้บรรลุเป้าหมายก็พอ จะสังเกตได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่แล้วบุคคลพวกนี้จะไม่ค่อยรู้หลักธรรม หรือธรรม จะทำพิธีไหว้ครู มีการทำบายสี มีเศียรฤาษี มีการทำนายทายทักดูดวง เป็นต้น  ซึ่งพระสงฆ์ในพระธรรมวินัยนั้น ไม่มีกิจที่จะทำอย่างนี้อยู่แล้ว พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า   " เราไม่เคยกลัวใครที่จะมาทำลายพระพุทธศาสนา และก็ไม่มีใครที่จะทำลายพระพุทธศาสนาได้ นอกจาก อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร   พุทธบริษัทในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ที่จะทำลายกันเอง "

.........ตรวจอดีตชาติ
            ในกาลสมัยก่อนๆในอดีต มนุษย์เรามีความสามารถที่จะทราบและรู้เห็นเหตุการณ์ในอดีตและอนาคตได้   มีตาทิพย์ที่จะเห็นอะไรต่างๆที่เป็นส่วนของโลกทิพย์และจิตวิญญาณได้ดี เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้เมื่อก่อนล้วนบริสุทธิ์ สัตว์ก็สามารถพูดและเข้าใจภาษามนุษย์ได้ มีความบริสุทธิ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ พอกาลเวลาผ่านมาเรื่อยๆ มนุษย์ก็เริ่มใช้ความสามารถพิเศษที่ตัวเองมีอยู่เกินขอบเขตมากขึ้น อันเนื่องมาจากกิเลสตัญหา  ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง แรงอาฆาตพยาบาท อำนาจของโทสะโมหะเข้าครอบงำจิตใจของมนุษย์สะสมกันมาเป็นเวลาที่ยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน  จิตมนุษย์จึงไม่บริสุทธิ์ จึงทำให้ความสามารถพิเศษต่างๆที่มนุษย์มีอยู่ถูกปิดบัง   ก็เลยทำให้มนุษย์เราในปัจจุบันไม่สามารถที่จะรับรู้หรือสัมผัสกับเรื่องราวเหตุการณ์ของตนหรือคนอื่นๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ เปรียบเสมือนวัตถุสิ่งของต่างๆที่มีอะไรที่ทึบแสงมาปิดครอบบังเอาไว้ เราจึงไม่สามารถที่จะรู้และมองเห็นอะไรที่อยู่ข้างในได้ ว่ามีอะไรบ้าง ในปัจจุบันนี้ก็มีน้อยคนนักที่ยังมีสัมผัสตรงนี้อยู่(สัมผัสที่๖) .........
            ตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา สามารถขจัดความมืดที่บดบังจิตเหล่านี้ให้หมดไปได้ โดยการฝึกจิต ฝึกสมาธิ โดยพื้นฐานจะ ต้องทำให้จิตมีศีลและก็ธรรม เพราะการรักษาศีลนั้น จะทำให้จิตบริสุทธิ์ขึ้น ส่วนธรรมนั้นจะทำให้จิตสูงขึ้นไม่ตกต่ำ ส่วนสมาธินั้นทำให้จิตมีพลังและอภิญญา เมื่อเราทำตามที่กล่าวมาได้สมบูรณ์แล้ว การรู้เห็นอดีตอนาคตของเราหรือของคนอื่นๆ มิติอื่นๆ เช่น โลกทิพย์ หรือจิตวิญญาณ ฯลฯ ก็จะถือว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกอะไร.........        
การตรวจดูอดีตชาตินั้น ทำให้เราได้รู้ว่าตัวของเราเป็นใคร มาจากไหน? ตายเกิดกันมาแล้วกี่ครั้ง ผลของการตายการเกิดเป็นมนุษย์บ่อยๆมีผลกระทบกับเราในปัจจุบันอย่างไร? เกิดมาแล้วมาทำอะไร? เวลาตายแล้วดวงจิตดวงวิญญาณของเราจะไปไหน? ทำให้เราได้รู้ว่าภพภูมิของการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริง เมื่อเรารู้อดีตชาติ ก็ทำให้เราได้รู้ว่าปัจจุบันเราควรจะทำอะไรดี เพราะตัวสัญญาของเราจะเก็บข้อมูลเรื่องราวต่างๆของเราเอาไว้ เช่น  ในชาติที่แล้วตัวของเราเคยเกิดเป็นชาย เป็นทหารระดับแม่ทัพหรือหัวหน้าในสมัยของพระนเรศวร   พอเรามาเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม อาชีพของเราในชาตินี้จะเจริญก้าวหน้าดี คือ อาชีพข้าราชการทหาร หรือในชาติที่แล้วเคยเกิดเป็นนางกำนัลคอยรับใช้กษัตริย์ หรือเจ้านายอยู่ในพระราชวัง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเตรียมอาหารหรือทำอาหาร พอเราเกิดมาในชาตินี้ เราก็จะมีความสามารถมีความชำนาญ มีการเรียนรู้รับและรับรู้ได้รวดเร็วเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ อาชีพของเราจะเจริญก้าวหน้าได้ดีเกี่ยวกับเรื่องของอาหาร บางคนชาติที่แล้วเป็นแพทย์ พยาบาล เป็นพ่อค้า ในชาตินี้คนเหล่านี้ก็จะมีความชำนาญเกี่ยวกับอาชีพเหล่านี้ เป็นต้น
การที่เราได้รับรู้เรื่องในอดีตชาติของเราแล้ว พอมาชาตินี้เราก็จะมาทวงเอาคืนว่าเป็นของเราอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่ใช่นะ เพราะมันคนละกาลเวลา คนละสถานะกันแล้ว อดีตชาติที่แล้วเคยเป็นอย่างไรชาติปัจจุบันนี้ สัญญาเก่าก็จะติดตามมาอย่างน้อยก็ ๘๐ ถึง ๙๐ เปอร์เซนต์เลยทีเดียว
1.     มาสว่างไปสว่าง  
2.     มาสว่างไปมืด  
3.     มามืดไปสว่าง  
4.     มามืดไปมืด  
เรามาเป็นมนุษย์แล้ว มาแบบไหนแล้วจะไปแบบไหน อย่ามาแล้วหลงอยู่กับสมบัติของมนุษย์ ลาภยศ อำนาจ สรรเสริญ และชื่อเสียง ไม่ทำบุญสร้างกุศลสะสมสะเบียงเป็นของเราเอาไว้เดินทางไกล เพราะทางเดินที่เราจะต้องเดินนั้นยังอีกไกลและยาวนาน ให้ดูหรือเลือกเอาว่าเราจะเป็นข้อที่เท่าไร? .........

ตรวจศาลพระภูมิ - เจ้าที่
            เราจะพบเห็นสิ่งเหล่านี้มีอยู่โดยทั่วๆไปที่เรียกว่า " ศาลหรือศาลพระภูมิเจ้าที่ " จะอยู่ตามบ้าน ตามอาคารสำนักงานโรงงาน ท้องไร่ ปลายนา สถานที่ต่างๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก็มีอิทธิพลและส่งผลให้กับเราเหมือนกัน จำเป็นหรือไม่ว่าเราควรจะมีศาลพระภูมิหรือจะไม่มีดี ถ้าหากเรามีศาลพระภูมิอยู่แล้วเราจะปฏิบัติอย่างไร องค์พระภูมิที่มาสถิตย์อยู่ในศาลเป็นอย่างไร? เป็นใคร? ส่วนมากแล้วเจ้าพิธีจะทำการอัญเชิญเทพเทวดามาสถิตย์ตั้งแต่ชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๖ ขึ้นไปจนถึงพรหมตั้งแต่ชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๒๐ ให้มาสถิตย์อยู่ที่ในศาล เราจะได้พระภูมิระดับชั้นไหนเป็นอะไรนั้น ก็อยู่ที่ว่าเจ้าพิธีเขาจะทำการอัญเชิญได้ระดับไหนและก็ชั้นไหนอีกที ถ้าหากเจ้าพิธีมีศีลและจิตของเขาไม่บริสุทธิ์ก็จะได้แค่เทพเทวดาชั้นที่ต่ำๆ บางทีก็อัญเชิญเทพเทวดาไม่ได้ไม่มาเลย   เจ้าพิธีบางคนก็ใช้มนต์คาถาเรียกหรือสะกดดึงเอาเทพเทวดาลงมา   วิธีนี้อันตรายกับเจ้าของบ้านเป็นอันมากเพราะท่านถูกบังคับลงมาท่านไม่ได้เต็มใจ   จะทำให้เจ้าของบ้าน   คนในบ้านหรือบ้านนั้นมีปัญหา   ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ   การเงิน   การงาน   ครอบครัวไม่มีความสงบสุข  ฯลฯ   แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร?ว่าเจ้าพิธีแต่ละคนใช้วิธีการแบบไหน   พอเจ้าพิธีทำการอัญเชิญเทพเทวดาไม่ได้   ก็จะได้ระดับพวกสัมพเวสีผีเร่ร่อนวิญญาณพเนจรต่างๆเข้าไปสถิตย์อยู่ที่ศาลแทนเทพเทวดา   เพราะศีลไม่บริสุทธิ์หรือไม่ก็ทำการตั้งเครื่องสังเวยบวงสรวงเป็นพวกเหล้าหรือของคาวต่างๆสิ่งเหล่านี้ท่านไม่รับไม่ต้องการ   เราก็บูชากราบไหว้ขอพรก็ไม่สำฤทธิ์ผลอะไร   เพราะพลังพวกสัมพเวสีผีพเนจรเขาจะมีพลังน้อยมาก   เขาจะช่วยทำให้เราสำเร็จตามที่เราขอพรนั้นได้ยากมาก   เพราะตามลำพังพวกสัมพเวสีเขาก็ลำบากทุกข์ยากกันอยู่แล้วเขาจะช่วยอะไรเราได้   บางทีที่เราขอพรจากพระภูมิท่านไม่ได้ผลก็เพราะว่าเทพเทวดาที่อัญเชิญมานั้นมีฤทธิ์อภิญญาไม่ตรงกับอาชีพหรือความต้องการของเจ้าของบ้าน เช่น   ถ้าเจ้าของบ้านเป็นข้าราชการก็ต้องอัญเชิญท่านที่เก่งและมีฤทธิ์ทางอำนาจ   วาสนาและบารมี   คนที่ทำการค้าก็ต้องอัญเชิญท่านที่เก่งทางเมตตา   การเงินการค้าขายเป็นต้น   ส่วนศาลพระภูมิที่ตั้งและมีมานานๆแล้ว บางแห่งอาจจะไม่มีอะไรสถิตย์อยู่เลย   เพราะสัตว์ที่ไม่มีกายเนื้อเหมือนมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานนั้นเขาเรียกว่า  " โอปปาติกะ "   คือสัตว์ที่ไม่มีกาย   เขาจะมีอายุไม่เท่ากันบางตัว ๗ วันตาย   บางตัว ๑๕ วันตาย   บางตัว ๓๐ วันตาย   บางตัว ๑๐๐ วันตาย  ฯลฯ......   พอตายแล้วเขาก็เกิดอีกเป็นเหมือนเดิม   ตัวเท่าเดิมไม่เป็นเด็ก   เวียนตายเกิดอยู่อย่างนี้ตามอายุของแต่ละตัว   จนหมดหรือครบวาระของเขา   หลังจากนั้นก็ไปสู่ภพภูมิใหม่ต่อไป ตามแรงกรรมของเขาต่อไป   ก็ทำให้ศาลไม่มีองค์เทพเทวดาสถิตย์อยู่   พอเรากราบไหว้บูชาด้วยเครื่องสังเวยพวกสัมพเวสีก็เข้าไปกินบางทีก็อาศัยอยู่ในศาลเลยเพราะจะได้ไม่ต้องเร่ร่อนและอดอยากต่อไป   ในที่แปลงหนึ่งๆมีอะไรบ้าง   ในเบื้องต้นแล้วอย่างน้อยเราก็จะเห็นมีคือ
๑.      เจ้าที่ (เป็นวิญญาณธรรมดา)
๒.     ตายายหรือพ่อแก่แม่แก่ (เข้าใจว่าเป็นบรรพบุรุษ   ที่จริงแล้วไม่ใช่)
๓.     พระภูมิ (เป็นเทวดา)
๔.     พระพรหม (เป็นพรหม)
๕.     ทีจู้เอี๊ยะ (เป็นเซียน) 
            เจ้าที่ของเราที่กราบไหว้บูชาอยู่นั้นมีอยู่เหรอเปล่า?......  ท่านเป็นใคร?.....   มีรูปร่างลักษณะอย่างไร?......   และมีพระนามว่าอะไร?......   ท่านมีความสามารถอิทธิฤทธิ์ทางด้านไหน?......   สิ่งที่เราปฏิบัติอยู่ถูกต้องหรือไม่?......จริงๆแล้วท่านต้องการอะไร?......
โดยสรุปข้างต้น จึงได้ความว่า มารมีอยู่ ๕ ฝูง คือ
        ฝูงที่ ๑ ชื่อกิเลสมาร ได้แก่ ความขุ่นมัวที่ฝังติดใจคนเราแล้ว ทำให้เราคิดแต่เรื่องร้ายๆ ซึ่งถ้าจะถามว่า เกิดจากอะไร? ก็เกิดจากการที่ใจของเราเคลื่อนออกจากศูนย์กลางกายไป แล้วเลยทำให้กิเลสได้โอกาสฝังติดใจแนบแน่น จึงทำให้ใจเกิดความคิดร้ายๆ ขึ้นมา เมื่อความคิดร้ายๆ นั้นเกิดขึ้นมาแล้ว ก็เลยทำให้เราคิด พูด ทำแต่สิ่งที่ไม่ดี เป็นการตัดรอนความดีของเราลง แล้วเราเองก็กลายเป็นเสนาหรือผู้รับใช้ของเทวบุตรมารไปอีกทอดหนึ่งด้วย
        ฝูงที่ ๒ ชื่อขันธมาร ได้แก่ร่างกายและจิตใจของเราที่ไม่สมประกอบ พิการไปด้วยเหตุอันใดอันหนึ่ง เช่นสุขภาพไม่ดี ร่างกายเสื่อมโทรม เจ็บไข้ได้ป่วย ก็เลยทำให้ขันธ์ของเราเป็นมารแก่ตัวเอง แม้ที่สุดการที่กินข้าวผิดเวลา นอนดึกๆ ดื่นๆ หรืออยู่ในอิริยาบถเดียวต่อเนื่องกันไปนานๆ เช่น นั่งนานๆ เลยทำให้ปวดเมื่อยเกินเหตุ รวมทั้งการที่ตัวเรามีประสาทสัมผัสเสื่อม ความจำเสื่อม ความคิดไม่แล่น การตัดสินใจยืดยาด ไม่เด็ดขาด เหล่านี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นขันธมารบั่นทอนความดีของเราลงทั้งสิ้น
        ฝูงที่ ๓ ชื่ออภิสังขารมาร ได้แก่ ผลกรรมชั่วในอดีตที่ตามมาล้างมาผลาญเรา แม้เราเลิกการกระทำเหล่านั้นแล้ว บาปกรรมก็ยังตามล้างผลาญไม่ลดละ แม้แต่ชาวบ้าน เขาก็ไม่เชื่อถือเรา ตามสาปแช่งเรา ตายแล้วยังแถมตกนรกหมกไหม้อีกด้วย พอเกิดมาใหม่ก็พิการ ใบ้ บ้า ปัญญาอ่อน
        ฝูงที่ ๔ ชื่อมัจจุมาร คือความตายที่คอยจ้องตัดรอนชีวิตอยู่ทุกขณะจิต หากประมาทเมื่อใด เพียงหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย ออกแล้วไม่เข้าก็ตาย ยิ่งไม่ออกไม่เข้ายิ่งตายเร็วหนักเข้าไปอีก รวมทั้งความกลัวตายที่พลอยผสมโรง ริดรอนกำลังใจด้วย
        มารทั้ง ๔ ฝูงนี้ ล้วนอาศัยอยู่ในตัวของเราแต่ละคน มีแต่ มารฝูงที่ ๕ ชื่อเทวบุตรมาร ซึ่งอยู่นอกตัวเรา แต่ก็พร้อมจะเข้ามาสิงในตัวเราเมื่อไหร่ก็ได้ มันมีตัวตนจริงๆ พร้อมที่จะแสดงตัวออกมาด้วยกายหยาบก็ได้ กายละเอียดก็ได้ แม้แต่ท้องพระอรหันต์อย่างพระมหาโมคคัลลานะซึ่งทีฤทธิ์มาก มันก็ยังเข้าไปได้ง่ายๆ หากมันได้โอกาสก็พร้อมจะพิฆาตเข่นฆ่าเราทันที
        ถามว่า แล้วเราจะต้องทำอย่างไรกับมารทั้ง ๕ ฝูงนี้ มันจึงจะหมดฤทธิ์ ไม่สามารถมาขัดขวางการทำความดีของเราอีกต่อไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในมารเธยยสูตรว่า
        "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารแล้ว ย่อมรุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ฉะนั้น
            ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ๑ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ๑ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยปัญญาขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ๑
            ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ประกอบแล้วด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ก้าวล่วงบ่วงแห่งมารแล้ว ย่อมรุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ฉะนั้นฯ"  พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
            ภิกษุใด เจริญศีล สมาธิ และปัญญาดีแล้ว ภิกษุนั้นก้าวล่วงบ่วงแห่งมารได้แล้ว ย่อมรุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ ฉะนั้น ฯ
(พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ ๕ ข้อที่ ๒๓๗ มารเธยยสูตร)
            สำหรับศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นของพระอเสขะ(พระอรหันต์)นั้น เป็นเรื่องลึกซึ้ง หมายถึง ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ซึ่งเป็นดวงธรรมมหึมาอยู่ในศูนย์กลางกายของธรรมกายอรหัต เป็นดวงธรรมซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างขนาด ๒๐ วา สว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์เที่ยงวัน มีอำนาจฆ่ากิเลสได้เด็ดขาด ทำให้ผู้เข้าถึงสามารถหลุดพ้นจากอำนาจของมาร หรือบ่วงมารได้ ผู้ที่จะรู้เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญาของพระอเสขะได้ จำเป็นต้องปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งยวด เพื่อให้ใจหยุดนิ่งเข้าถึงธรรมกายให้ได้ก่อน        เพราะฉะนั้น ขอทุกคนอย่าได้ประมาท รู้จักตั้งสติ หมั่นประคองใจเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งประคองได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน ทั้งเดือน ทั้งปียิ่งดี เมื่อตั้งใจประคับประคองใจอยู่อย่างนี้ โอกาสที่จะคิดชั่วก็จะหมดไป แล้วโอกาสที่จะพูดชั่ว ทำชั่วจะมีที่ไหน? ศีลก็จะเกิดขึ้นและตั้งมั่นอยู่ได้โดยอัตโนมัติเกิดเป็นดวงศีลส่องสว่างอยู่ภายใน สว่างไสวกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยง ใจก็ยิ่งมั่นคงไม่หวั่นไหวด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แม้ประสบความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็ไม่สะทกสะท้าน เกิดเป็นดวงสมาธิส่องสว่างอยู่ภายใน ซึ่งสว่างไสวยิ่งกว่าดวงศีลนับร้อยเท่า พันเท่า ทวีคูณ แล้วอาศัยความสว่างจากดวงสมาธินั้น หล่อเลี้ยงใจให้ชุ่มชื่น เอิบอาบ ซึมซาบ ด้วยความสงบสุข แล้วส่องให้เห็นดวงจิตตลอดจนมารทั้งหลายที่คอยมุ่งร้าย บ่อนทำลาย บีบคั้นให้จิตใจขุ่นมัว หลงใหล ฟุ้งซ่าน ซบเซา โง่เง่า อยู่ทุกขณะจิต ทำให้จิตใจไร้พลังถอยหลังไปสร้างบาป ส่องให้เห็นชัดเจนถึงอำนาจบุญทั้งหลายที่ตั้งใจสร้างสมไว้ว่า สามารถทำลายล้างผลาญมารทั้ง ๕ ฝูงได้ เกิดเป็นดวงปัญญาสว่างไสวนับร้อยเท่าพันเท่าทวีคูณของดวงสมาธิ ก่อให้เกิดดวงปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างน่าอัศจรรย์
        เมื่อเราประคองใจไว้ที่ศูนย์กลางดวงปัญญาชำนาญดีแล้ว ไม่วันใดวันหนึ่ง เราก็จะเข้าถึงธรรมกายโดยง่าย เห็นหน้าเห็นตามารทั้ง ๕ ฝูงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถตามไล่ ตามล่า ตามล้าง ตามผลาญมารได้ทุกรูปแบบสมใจนึก เป็นผู้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง บรรลุมรรคผลนิพพานตามเสด็จพระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยง่าย

พระกับมาร
            แรงจูงใจที่ผมปรารถนา จะนำเรื่องนี้มาเสนอให้ทราบเนื่องจากว่า น้อยคนนักที่จะรู้ว่า "มาร" จริงๆแล้วคืออะไร  รู้ก็รู้เพียงเลาๆ  ตามความหมายในคัมภีร์ทางปริยัติ ที่ให้ความหมายไว้ว่า มาร คือ สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดี, ตัวการที่ขัดขวางไม่ได้บรรลุความดี มี ๕ อย่างคือ
๑. กิเลสมาร  มารคือกิเลส
๒. ขันธมาร มารคือเบญจขันธ์
๓. อภิสังขารมาร  มารคืออภิสังขารที่ปรุงแต่งกรรม
๔. เทวบุตรมาร  มารคือเทพบุตร
๕. มัจจุมาร มารคือความตาย
นี่คือ มาร ๕ อย่าง  มารอย่างที่ ๑, , ๓ และ ๕ เป็นมารที่ไม่มีตัวตน ส่วนมารอย่างที่ ๔ เป็นมารที่มีตัวตน ตามตำราบอกว่า เป็น วสวัตดีมาร ซึ่งเป็นเทวดาครองสวรรค์ที่ ๖ คือชั้น ปรนิมมิตวสวัตตี  แต่ "มาร"  ตัวการที่ขวางความดีจริงๆ นั้น เรายังไม่รู้จักเขาจริงๆเลย
เรื่อง "มาร" มีปรากฏ ในพระไตรปิฏกมากมายหลายที่ แต่ที่จดจำกันได้ชัดเจน ก็มีสองตอน ตอนแรกคือตอนที่ พระโพธิสัตว์กำลังจะตรัสรู้ (มารวิชัยปริวรรต - พระปฐมสมโพธิกถา) มารได้ยกพลเสนามาผจญ เพื่อทวงรัตนบัลลังก์จากพระโพธิสัตว์  ตอนที่สองคือ ตอนที่พระอรหันต์อุปคุต ปราบมารสำเร็จ (มารพันธปริวรรต - พระปฐมสมโพธิกถา)
แต่ที่เป็นที่น่าเคลือบแคลงของตำรา มีอยู่ที่ตอนแรก ตามตำราอธิบายไว้ว่า เมื่อพญามาร ยกพลเสนามา เหล่าเทวดาทั้งหมด  แม้ท้าวสหัมบดีพรหม ต่างก็ตกใจกลัวหนี ไปกันหมดทั้งสิ้น สิ่งที่น่าสงสัยคือ หากมารที่มานั้นเป็นเพียงแค่ วสวัตดีมาร ทำไม ท้าวสหัมบดีพรหม ต้องหนีด้วย เพราะพรหมอยู่ในรูปภพ ซึ่งสูงกว่า กามาวจรภพที่ วสวัตดีมาร อยู่ด้วยซ้ำ แสดงว่า มารตัวจริง ที่มานั้น ไม่ใช่ มาร ที่เป็น เทวบุตรมารธรรมดาๆ อย่างแน่นอน
นอกจากนั้น พระไตรปิฏก ยังมีกล่าวถึง "มารโลก" หลายครั้ง ซึ่ง แสดงว่า โลกของมาร ต้องอยู่ที่ไหนซักแห่ง ที่ไม่ใช่ ภพ ๓ นิพพาน โลกันต์ ตามที่เรารู้ๆกัน  สิ่งเหล่านี้ถามใครไม่มีใครตอบได้ชัดเจน แต่ข้อสงสัยเหล่านี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ผู้ซึ่งมีญาณแก่กล้า ได้ให้คำอธิบายถึง "พญามาร" ไว้ดังนี้
"ชีวิตเราล่วงตามวันคืนเดือนปีตามไปด้วย  ชีวิตที่เป็นอยู่  ๑๐๐ ปี พอหมดไปเสีย วันหนึ่ง ก็ขาด ๑๐๐ ปี ไปวันหนึ่งแล้ว ลดคืนหนึ่ง ผ่านร้อยปีไปคืนหนึ่งแล้ว หมดเสียวันกับคืนหนึ่งแล้ว ขาดร้อยปีไปวันกับคืนหนึ่งแล้ว อย่างนี้เรื่อยไป เมื่อวันคืนเดือนปีล่วงไปเท่าไร ชีวิตหมดไปเท่านั้น
เมื่อรู้จักอันนี้แล้ว เดินรุดหน้าไปข้างเดียว เกิดมาแล้วไม่มีถอยหลังเลย จะยั้งอยู่ไม่ได้ อนุวินาทีก็ไม่ได้ รอสักประเดี๋ยวเถอะน่ายังห่วงลูกรักอยู่ไม่ได้ รอประเดี๋ยวเถอะน่ายังห่วงพระห่วงเณรนัก ไม่ได้ รอไม่ได้ทั้งนั้นแหละไม่ว่าใคร นี่เพิ่งรู้ชัดว่าวันคืนเดือนปีล่วงไปล่วงไป ไม่ใช่ล่วงไปแค่วันเดือนปีเปล่า ชีวิตจิตใจล่วงไปด้วย  ความเป็นอยู่ล่วงไปด้วย  ล่วงไปอย่างวอดวายเช่นนี้  สภาพความเป็นเองปรุงแต่งหรือว่าใครปรุงแต่งอยู่ที่ไหนเรื่องนี้ หมดประเทศ หมดทั้งชมพูทวีปหมดทั้งแสนโกฎิจักวาล หมดทั้งอนันตจักวาล ตลอดนิพพาน-ภพสาม-โลกันต์ มากน้อยเท่าใดนั้นไม่รู้กันทั้งนั้นว่าเป็นเพราะเหตุอะไร? แต่วัดปากน้ำมีคนรู้ขึ้นแล้ว  เป็นดังนี้เพราะอะไร?  ที่ตั้งวัยแก่ยับเยินไปเช่นนี้ เป็นเองหรือใครทำอยู่ที่ไหน ? รู้ที่เดียวว่าใครอยู่ที่ไหน? รู้ว่าไม่ใช่ใคร จับตัวได้คือ พญามาร นั่นเอง เป็นคนทำให้แก่-ให้เจ็บ-ให้ตาย เกิดแก่เจ็บตายอย่างยับเยิน เกิดก็อย่างยับเยินเดือดร้อน พ่อไม่ตาย บางทีแม่ตาย บางทีลูกก็ตาย แม่ก็ตาย พ่อก็ยังตายตามอีก โดดน้ำตายเสียอกเสียใจ นี่ พญามาร ทั้งนั้น สำหรับประหัตประหารฝ่าย พระ ถ้าว่ามนุษยผู้ใดเป็นฝ่ายพระละก็ มารข่มเหงอย่างนี้แหละ ไม่ขาดสาย ไม่เช่นนั้นก็ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง บางทีก็หมั่นใส้นักทำเก่งกาจอวดดิบอวดดี ให้ฆ่ากันตายเสีย ให้กินกันตายเสีย ให้โดดน้ำตายเสีย ให้ผูกคอตายเสีย นี่ใครทำ? พญามาร ทั้งนั้นไม่ใช่ใคร ไม่มีใครรู้ แสนโกฎิจักวาล อนันตจักวาล นิพพานถอดกายมีเท่าไร ไม่มีใครรู้ ไม่รู้เรื่องทีเดียว ในเรื่องนี้ว่า พญามาร เขาคอยบีบคั้นอยู่ ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เกิดก็เกิด อย่างยับเยิน หน้าบิดหน้าเบี้ยว เดือดร้อนด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ตายคางก็เหลืองเทียว ไม่ตายก็เกือบตายนี่ พญามาร เขาทำ ตามปรกติแล้วไม่เป็นดังนี้ เกิดก็อย่างไม่ได้เดือดร้อนนัก จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะ ไม่เดือดร้อนเหมือนกับคลอดลูกออกเต้าธรรมดานี้ จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะที่เดียว ไม่เดือดร้อนแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ที่เดือดร้อนยับเยิน เช่นนี้ เพราะพญามารเขาส่งฤทธิ์-ส่งเดช-ส่งอำนาจ-ส่งวิชชาศักดิ์สิทธิมาบังคับบัญชา บังคับให้เป็นไป
เมื่อเป็นดังนี้ ที่ท่านวางบาลีว่า ให้เราท่านทั้งหลายพินิจพิจารณาว่าภูเขาทั้งหลายล้วนแล้วด้วยศิลาตัน ไม่มีน้ำเหลวเปลวปล่อง คำว่าไพบูลย์นั้นตันสนิท ไม่มีน้ำเหลวเปลวปล่องเป็นเนื้อหินทั้งแท่ง ทึบทีเดียว ไม่มีโพรงมีถ้ำในสถานที่ใดๆ กลิ้งมาทั้ง ๔ ทิศจดกัน โตเท่าไหร่ก็กลิ้งเข้ามา บดเข้าไป กลิ้งเข้ามาจากศูนย์กลาง คิดดูซี ภูเขาขนาดนั้นสูงจดฟ้า ภูเขานั่นไม่ใช่เล็กน้อย กลิ้งเรื่อยเข้ามาแล้วใครเล่าจะเหลือ ที่ถูกเข้าแล้วใครจะเหลือ ไม่มีใครเหลือแต่คนเดียว มดปลวกไม่เหลือทั้งนั้น เลือดไรเหาเล็นไม่เหลือทั้งนั้น ต้นไม้ต้นหญ้าไม่เหลือ วอดวายหมดที่เดียว ถึงภูเขาเล็กๆน้อยๆไม่พอ หนักไม่พอจมหายหมดราบลงไปหมดที่เดียว มันสูงถึงจดฟ้าเช่นนั้น กลิ้งเข้าโดยรอบทิศทั้ง ๔ แล้วมาติดอยู่ตรงกลาง เล็กเข้ามาติดอยู่ตรงกลางก็ไม่เหลือเลยหายหมด เมื่อกลิ้งเข้ามาก็จะกลิ้งออกไปอีกนั่นแหละ แกไม่หยุดสักทีหนึ่งนี่ กลิ้งออกไปอีก กลิ้งออกไปอีก ก็อีกนั่นแหละถูกใครๆก็ราบไป ไม่เหลือเลยสักคนเดียว นี่แหละเหมือนความแก่ความตาย เกิดมามีเว้นความแก่สักคนเดียวไหม? ไม่มีเลยเว้นตายสักคนเดียวไหม? ไม่มีเลย เกิดมาแล้วก็แก่ตาย เกิดมาแล้วก็แก่ตายอย่างนี้
ความแก่ความตายคราวนี้ใครจะไปรู้รบ ด้วยเวทมนต์คาถาใดๆ เวทมนต์คาถาใดๆ ไม่อาจสามารถจะสู้รบกับความแก่ความตายนั้นได้ หรือจะสู้รบด้วยทรัพย์ มีทรัพย์จะเอาทรัพย์ไปไถ่ถอนตัว แก้ความแก่ความตายเรื่องความแก่ความตายไม่มีทางสู้ ไม่มีทางแก้ทีเดียวจะแก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้
            แต่ว่ามีแก้อยู่ที่วัดปากน้ำ วิชชาธรรมกายไปเห็นวิชชาเหล่านี้หมด ไปเห็นความแก่ ความตาย เวลานี้เขาว่าสมภาร (พระเดชพระคุณหลวงพ่อสด จันทสโร) วัดปากน้ำกำลังสู้กับความแก่ความตาย สู้จริงๆผู้เทศน์นี่แหละ ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน  วันนี้แล้ว วินาทีนี้ไม่ได้หยุด เพียรสู้กับความแก่ความตายไม่ได้ถอยกันเลย พระยามัชจุราชมีเท่าไรจับกันหมด จับกันหมดตรึงกันหมด ลงโทษกันหมดที่เดียว มีเท่าไรไม่ให้ทำลายพระ ไม่ให้ข่มเหงพระกันได้ ให้เลิกข่มเหง ให้เลิกทำลายพระกันเสียให้ได้ จะแก้ความแก่ ความเจ็บ ความตายใหม่ ไม่ให้มีแก่ ไม่ให้มีเจ็บ ไม่ให้มีตาย เมื่อเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ให้เป็นมนุษย์เด็กๆ ก็อย่างหนึ่งรู้กันได้ชัด ๆ เด็กๆ ก็รู้ ไม่สวยไม่งามนักพอสมควร ถ้ายิ่งแก่หนักเข้าก็ยิ่งสวยหนักเข้า ยิ่งแก่หนักเข้าก็ยิ่งสวยงามหนักเข้า แล้วก็โตหนักเข้าด้วย ผิดกัน โตหนักเข้าๆ สวยงามหนักเข้า โตหนักเข้าสวยงามหนักเข้าไม่มีใครลงกัน  มีแต่ไขขึ้นกันไป ไม่มีถอยกลับกัน พอครบบารมีของตนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ไม่ต้องไปทรมานให้เหนื่อยยากลำบากแต่อย่างหนึ่งอย่างใด อยู่ในบ้านช่องตามชอบใจ พอครบกำหนดเข้าก็เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ทีเดียว เป็นพระพุทธเจ้าอรหันต์ เวลาไปนิพพานไม่ต้องถอดสักกายหนึ่ง กายมนุษย์-กายละเอียด กายทิพย์-กายทิพย์ละเอียด กายธรรมโสดา-กายธรรมโสดาละเอียด กายธรรมสกทาคา-กายธรรมสกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา-กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมอรหันต์-กายธรรมอรหันต์ละเอียด ไม่มีถอดกันเลย เป็นทั้งดุ้นทั้งก้อน ไปนิพพาน หมดทั้งดุ้นทั้งก้อนเลยทีเดียว นี้ที่สมภารวัดปากน้ำรบกับพระยามัชจุราช รบความแก่ความตายรบเท่านี้ แก้ให้เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้สมภารวัดปากน้ำไม่แรมราตรีที่อื่นละ ยอมตายไม่ถอยกันเลย
เมื่อการสู้รบเช่นนี้ ใครเคยได้ยินได้ฟังบ้าง? ไม่มีเลย หมดทั้งชมพูทวีป แสนโกฎิจักวาล อนันตจักวาล นิพพานถอดกายที่ไหนๆ ไม่มีเลย แล้วไม่มีใครรู้จักเสียด้วยซ้ำ นี่มารู้จักขึ้นแล้วที่วัดปากน้ำ ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา อยู่วัดปากน้ำก็จริง แต่ไม่รู้ว่าสมภารวัดปากน้ำทำอะไร นี่อัศจรรย์นัก อยู่กันตั้งหลาย ๑๐ ปี อยู่วัดปากน้ำทำวิชชานี้ ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน  วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าทำอะไร รู้แต่นิดๆ หน่อย รู้จริงจังลงไปไม่มี  มีผู้ที่ทำวิชชาด้วยกัน รู้จริงเห็นจริงกันลงไปทีเดียว ทำอยู่ทุกๆๆวัน นั่นละก็เห็นจริงทำจริง นี่เป็นวิชชาลึกอย่างนี้ ถ้ารู้สึกเช่นนี้ละก็จงอุตสาห์ ว่าตั้งแต่นี้ไปเราจะช่วยเหลือแก้ไข ด้วยประการใดประการหนึ่ง ท่านรบศึกสำคัญอย่างนี้ ถ้าได้ชัยชนะละก็ เราชนะด้วย ถึงเราไม่ได้ทำเลยเราก็ชนะด้วย ถ้าได้สำเร็จเราก็สำเร็จด้วย เราต้องสนับสนุนทางใดทางหนึ่ง ให้สมควรทีเดียว พวกที่เป็นแล้วตั้งใจแน่วแน่ ว่าตั้งแต่วันนี้ไป เราไม่ถอยหละ เกิดมาเราพบวิชชานี้ เราจะต้องสู้ อย่างอื่นสู้ไม่ได้ทั้งนั้น เราจะหันสู้วิชชานี้สุดฤทธิ์สุดเดช เอาให้ถึง หมดเจ็บ หมดแก่ หมดตาย ของพญามารให้ได้ ให้ พญามาร แพ้ ให้ได้ พญามาร แพ้ เด็ดขาดเมื่อเวลาไร เวลานั้นหมดทุกข์ในโลกเท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี หมดแก่ หมดเจ็บ หมดตายในโลกเท่าปลายขนปลายผมก็ไม่มี มีความสุขยังกับท้าวสวรรค์ หรือเหมือนกับท้าวพรหม หรือเหมือนกับพระนิพพาน สุขขนาดนั้น เป็นสุขสำราญขนาดนั้น
นี่แหละที่แสวงหาความสุขกันในโลก ในเวลานี้ทุกชาติ ทุกภาษา หาความสุขใส่ชาติ ใส่ภาษาของตัวทั้งนั้น อิจฉาริษยากัน เบ่งกันเต็มฤทธิ์เต็มเดช  ประหัตประหารซึ่งกันและกัน ใครมีกำลังมากก็กดขี่คนมีกำลังน้อยลงไป บังคับกำลังน้อยให้อยู่ใต้อำนาจเสีย ที่ทำกันอยู่ทั้งวันทั้งคืน ทั้งชมพูทวีป แสนโกฎิจักวาล อนันตจักวาลทำกันอยู่อย่างนี้  แม้จะเป็นมนุษย์ก็ต้องทำอย่างนี้ แม้จะไปเป็นเทวดาก็ไปเป็นอย่างนี้ จะไปเป็นพรหมก็ทำอย่างนี้ จะไปเป็นอรูปหรหมก็เป็นอย่างนี้ จะไปเป็นนิพพานแล้วก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าในนิพพานไม่ได้หยุดเลย ทำอยู่อย่างนี้ กำลังผจญกับพญามารไม่ได้หยุดเลย ทำอยู่อย่างนี้ กำลังผจญกับ พญามาร ไม่ได้หยุดเลย วินาทีอนุวินาทีก็ไม่ได้หยุด ต้องทำนิโรธ ดำเนินนิโรธเสมอ ให้ละเอียดอ่อนไว้ ถ้าว่าละเอียดไม่ทัน เขาก็บังคับเสีย หยาบกว่าเป็นถูกบังคับ ถูกความแก่บังคับบังคับไม่ให้รู้ด้วย บังคับในไส้ ไส้ธาตุไส้ธรรม เห็นจำคิดรู้ ต้องใช้ญาณบังคับหมด
เมื่อปรากฏตัวว่าเป็นทาส พญามาร อยูเช่นนี้ ก็ต้องช่วยรีบเปลื้องตัว ต้องรีบพยายามแก้ตัวถ้ารีบพยายามแก้ตัวให้พ้นไปเสียได้ ก็จะไม่ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เอาความชนะเสียให้ได้ พญามาร ไม่ได้เว้นผู้หนึ่งผู้ใดให้เหลือ เพราะเหตุนั้นผู้มีปัญญา เป็นคนฉลาดจะทำอย่างไรในเวลานี้ เมื่อทราบชัดประโยชน์ของตนแล้ว ผู้ทรงปัญญาควรตั้ง ความเชื่อในพระพุทธเจ้าควรตั้งความเชื่อลงในพระธรรมนั้น ตั้งลงไปตรงไหน? ผู้ที่ไม่เป็นธรรมกายก็ตามกันหมด ไม่รู้จะตั้งตรงไหน? ตั้งไม่ถูกแล้ว เราจะตั้ง ความเชื่อในพระพุทธเจ้า ควรตั้งความเชื่อลงในพระธรรมนั้นตั้งลงไปตรงไหน? ผู้ที่ไม่เป็นธรรมกายก็ตามกันหมด ไม่รู้จะตั้งตรงไหน? ตั้งไม่ถูกแล้วเราจะตั้งให้ถูกมันก็ไม่ถูก หลบไปหลบมาอยู่นั่นแหละ แล้วทำไงอยู่ละคราวนี้ นับถือพระพุทธศาสนาภิกษุก็ดี สามเณรก็ดี อุบาสิกาก็ดี ว่าตั้งใจลงไปในพระพุทธเจ้าแล้วจะเอาใจไปจดตรงไหนละ? ถึงจะถูกพระพุทธเจ้า? เอาใจไปจดตรงไหนถึงจะถูกพระธรรม? เอาใจไปจดตรงไหนถึงจะถูกพระสงฆ์?"
จากพระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี เรื่อง "ปัพพโตปมคาถา" วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๔๙๗

มาร ๕
มาร คือ สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือจากผลที่หมาย อันประเสริฐ สิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคล มิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม
๑. กิเลสมาร มารคือกิเลส กิเลสเป็นมารเพราะเป็นตัวกำจัดและ ขัดขวางความดี ทำให้สัตว์ประสบความพินาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต
๒. ขันธมาร มารคือเบญจขันธ์ ขันธ์ ๕ เป็นมาร เพราะเป็นสภาพ อันปัจจัยปรุงแต่ง มีความขัดแย้งกันเองอยู่ภายใน ไม่มั่นคงทนนาน เป็น ภาระในการบริหาร ทั้งแปรปรวนเสื่อมโทรมไปเพราะชราพยาธิเป็นต้น ล้วนรอนโอกาสมิให้บุคคลทำกิจหน้าที่ หรือบำเพ็ญคุณความดีได้เต็ม ปรารถนา อย่างแรง อาจถึงกับพรากโอกาสนั้นโดยสิ้นเชิง
๓. อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขาร อภิสังขารเป็นมาร เพราะ เป็นตัวปรุงแต่งกรรม นำให้เกิดชาติ ชรา เป็นต้น ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไป จากสังสารทุกข์
๔. เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร เทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งชั้น กามาวจรตนหนึ่งชื่อว่ามาร เพราะเป็นนิมิตแห่งความขัดข้อง คอยขัดขวาง เหนี่ยวรั้งบุคคลไว้มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ ห่วงพะวงในกามสุข ไม่หาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ได้
๕. มัจจุมาร มารคือความตาย ความตายเป็นมาร เพราะเป็น ตัวการตัดโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อไปในคุณความดีทั้งหลาย
***************************************
จาก       พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)***************************************

ขยายความ
อันว่า 'มาร' นี้ ครูบาอาจารย์สอนว่าที่น่ากลัวที่สุด ก็คือ มัจจุมาร
มารคือความตาย เพราะเหตุว่า มารคือความตายนี้ ไม่มีการบอกเตือน
ล่วงหน้า สั่งไม่ได้ว่าจะตายเมื่อไหร่ อย่างไร และหากมัจจุมารคือความตายนี้มาเยือนเมื่อไหร่ บุคคลผู้นั้นก็จะหมดโอกาสที่จะ
ได้มีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี เพื่อสร้างปัญญา สร้างกุศลต่างๆ ไว้ เพื่อเป็นเสบียงต่อๆ ไปในการเดินทางในสังสารวัฏ และสำหรับผู้มุ่งเพียรเพ่งเผากิเลสเพื่อมุ่งเดินออกจากสังสารวัฏไปสู่การพ้นทุกข์
มัจจุมาร คือ ความตายนี้ ก็จะมาตัดโอกาสให้ได้เพียรเร่งเพียรปฏิบัติหมดโอกาสต่อไปในชีวิตนี้ หมดชีวิต หมดเวลา ท่านจึงว่า ให้หมั่นเพียรทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุด โดยเฉพาะการสร้างคุณความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามแผ้วถางทางไปสู่การประหารกิเลสด้วยการเร่งปฏิบัติธรรมให้มากที่สุด อย่าประมาทกับมัจจุมาร เพราะไม่มีใครทราบว่ามัจจุมารนี้จะมาถึงตัวเมื่อไหร่
อีกอย่างหนึ่ง ท่านจึงให้หมั่นเจริญมรนานุสติอยู่เนืองนิจ มรณานุสติ ก็คือระลึกถึงความตาย พระพุทธองค์ตรัสว่า แม้จะระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก ก็ยังน้อยไป การที่ทรงแนะให้หมั่นระลึกถึงความตายนี้ ก็เพื่อไม่ให้บุคคลเกิดความประมาทในชีวิต ประมาทในการสร้างคุณความดี ประมาทในการเร่งปฏิบัติตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงในวัฏสงสารอันยาวนานและแสนทุกข์ทรมาน นั่นเอง

มารหรือซาตานที่แท้จริง
ฉะนั้นอย่าอวดดีว่า เรียนหนังสือมาก อ่านหนังสือมาก คิดมาก อะไรมาก พูดก็เก่ง อะไรก็มีเครดิตดี ป่วยการเหลวไหล ต้องสอบไล่กันที่นี่
ฉะนั้นซาตานนี่มีประโยชน์, ไม่ใช่เป็นผีมาหลอกคน เหมือนที่เขาเขียนรูปภาพโง่ๆ ไปอย่างนั้น, ซาตาน คือส่วนหนึ่งของธรรมะ เอาซาตาน ไปทิ้งไว้ที่ไหน ถ้าไม่รวมอยู่ในคำว่า ธรรม ธรรมทั้งปวง ไม่มีดอก ไม่มีอะไร นอกไปจากคำว่า ธรรมทั้งปวง.
ฉะนั้นส่วนที่มันจะมาทดสอบคนสอบไล่คน นั่นแหละคือซาตาน, มันก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ แต่มาในฐานะผู้สอบ หรือ ผู้ยั่วให้ทำผิด ทดสอบดูว่ามันเก่งหรือยัง? ถ้ามันเก่งจริง มันจะมายั่วอย่างไร มันก็ไม่ทำผิด ซาตานก็ดับไปเป็นธรรมตามธรรมดา.
เดี๋ยวนี้สอนกันโง่ๆ ผิดๆ ว่า ซาตานเป็นคู่ต่อสู้กับพระเจ้า ผมว่าโง่ที่สุดเลย พระเจ้าส่งมาทดสอบคนสอบไล่คน
ถ้าเมื่อไม่โง่กว่าซาตาน ก็ใช้ได้ เป็นคนของพระเจ้า.
ซาตานเป็นเครื่องมือของพระเจ้า, นี้ไปเขียนเป็นรูปผีปีศาจ น่าเกลียดน่ากลัว นั้นก็โง่. ซาตานต้องมาในรูปร่างที่หน้าแฉล้ม แช่มช้อยน่ารักน่าหลงใหลและก็มาเพื่อทดสอบคน เพราะฉะนั้น คนจะไปโกรธได้หรือ จะไปโกรธไปโลภไปหลงอะไรได้, เรื่องนั้นมันน่ารัก มันยั่วยวนเกินไป; ถ้ามาในเรื่อง น่าเกลียด มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่มันมาในลักษณะที่ยั่วยวนจนเกินไป มันจึงหลงไปได้.
เดี๋ยวนี้ ไม่รู้จักแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ซาตาน นั้นคืออะไร. ผมกล้าพูดว่า พวกฝรั่งคริสเตียนก็ไม่รู้ว่า ซาตานคืออะไร เข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นไป.
เครื่องทดสอบของพระเจ้าคือซาตาน; นี้ถ้าเราไม่มีพระเจ้า เรามีแต่ธรรม ซาตานก็คือธรรมส่วนที่มาทดสอบให้ชื่อว่าพญามาร ที่มารบกวนพระพุทธเจ้า; นั่นแหละ ก็มาจากพระเจ้า มาทดสอบพระเจ้าสิทธัตถะ มาทดสอบพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระพุทธเจ้าจริงไหม? จริง มันก็กลับไปหาธรรมเลย.
คำว่า ธรรมทั้งปวง มันรวมซาตานอยู่ด้วย; แต่ เราเรียกว่า มาร, มารผู้มีบาป : มาโร ปาปิมา เรียกชื่ออย่างนี้ทุกที. มารผู้มีบาป บาปคือธรรม ธรรมฝ่ายบาป, บาปธรรม มาทดสอบมนุษย์. พูดให้เป็นวิทยาศาสตร์ง่ายๆก็ว่า ความคิดเลวๆ ที่มันแทรกเข้ามาเป็นครั้งๆ คราวๆ อย่างพระสิทธัตถะ กระอักกระอ่วนจะกลับไปบ้านดีไหม ก็มี, มาร มากระซิบ ให้กลับไปบ้าน ทางบ้านยุ่งใหญ่แล้ว ลูกเมียขณะนั้นก็หวนระลึกแล้วก็ต่อสู้ไม่กลับไปมารก็หายไปจึงสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า. นี่ก็คือความคิดเลวๆ, อกุศลธรรม มาแทรกแซงชั่วคราว. นี่คือซาตาน มารผู้มีบาป แม้ในวาระสุดท้ายว่า นิพพาน เสียเถอะ อย่าไปเที่ยวสอนเลย.พระพุทธเจ้าก็ว่า ยัง มนุษย์ยังไม่รู้ธรรมะ เรายังไม่นิพพาน. ทีนี้พอถึง ๓ เดือนจะนิพพาน มารทูลให้นิพพาน; เอ้า เข้าที, ก็บอกว่า ๓ เดือน แต่นี้จะนิพพาน.มันไม่มีอะไร นอกจากสิ่งที่เรียกว่า ธรรม มีความหมายกว้าง แล้วความเป็นธรรมนี้ มันเป็นธรรมฝ่ายถูก หรือ เป็นธรรมฝ่ายผิด, ธรรมฝ่ายตัวกู หรือธรรมฝ่ายที่ไม่มีตัวกู. ถ้าธรรมฝ่ายตัวกู คือ ฝ่ายอกุศลธรรม แล้วก็แย่เลย ความจริง ความถูกต้อง ความงาม ความยุติธรรม ตามแบบนั้น มันกลืนไม่ลง มันไม่ไหว, มันต้องเป็นตามแบบของ ฝ่ายที่ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู จึงจะน่ารัก น่าบูชา น่านับถือ. นี่ดูเถอะ ความทุกข์มันตั้งต้นเมื่อไร? ตั้งต้นเมื่อ รู้จักความดี และ
ความชั่ว อย่างผิดๆ, มันไปรู้จักเรื่องความดี และความชั่วผิด จึงยึดมั่นถือมั่น มีตัวกู ยกหูชูหาง ฟันต่อฟัน ตาต่อตา คือยุติธรรม.
นี่มันเข้าใจ ความดีความชั่วผิด, แล้วต่อมาก็เข้าใจ ความดีความชั่วถูก ก็โอ๊ย ไม่ไหว, ที่ไม่เอาอะไรเลย นั่นแหละคือยุติธรรม คือ
มันปกติ หรือ สมดุลย์ เมื่อเราไม่ต้องการอะไรเลย.ฟันต่อฟัน ตาต่อตา นี้ไม่เอา มันเป็นเรื่องบาปมาทีแรก ฝ่ายหนึ่ง,
แล้วอีกฝ่ายหนึ่งจะไปบาปเพิ่มขึ้น แล้วฝ่ายโน้นก็บาปกลับมาอีก แล้วฝ่ายนี้ก็บาปกลับไปอีก เพิ่มขึ้นเป็นคู่ๆคู่ๆ; นี่หรือคือความ
ยุติธรรม. เขาด่าเรา เขาก็เป็นฝ่ายบาป หรือฝ่ายสกปรก; แล้วเราไปด่าเขา เราก็เป็นฝ่ายบาป เขาด่ามาอีก แล้วเราก็ด่าไปอีก
เป็นคู่ๆมาอย่างนี้ ฟันต่อฟัน ตาต่อตา ไม่มีความสงบ ไม่มีความสุข; แต่เรียกว่า เป็นธรรม ตามแบบของกิเลส ถูกต้องหรือ
ยุติธรรมตามแบบของกิเลส.
ทีนี้ไม่ต้องการแพ้ ไม่ต้องการชนะ มันก็เลยหมดปัญหา ถ้าต้องการชนะ ชนะภาษาคนนะ ก็คือ จะเพิ่มคู่ๆๆๆ ความเลวขึ้นมาทีละคู่ ทีละคู่ แล้วก็ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ, ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วมันก็วินาศไป แล้วมันก็ไม่มีทางที่จะแพ้จะชนะกันได้ เพราะมันรบกับพระเจ้า. การที่เราทำผิด ทำชั่วนี้ คือ รบกับพระธรรม รบกับพระเจ้า; อย่าไปเข้าใจว่า รบกับเด็กคนหนึ่ง พระองค์หนึ่ง เณรองค์หนึ่ง อะไรนี่ ที่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมา เป็นเรื่องเป็นราว เป็นปัญหา, คือว่ามันรบ รบกับธรรมะ รบกับพระเจ้า ไม่มีทางชนะดอก; เพียงแต่พระเจ้าส่งซาตานมา นิดเดียว มันก็ฉิบหายหมดแล้ว, ไม่มีทางชนะพระเจ้าได้. นี้เราจะไม่รบกับพระธรรม คือกฏของธรรมชาติ หรืออะไรที่เรียกว่าเป็น ตัวธรรม, เราทำให้มันถูก ให้มันชนะเรื่อย คือไม่แพ้ และไม่ชนะ, ไม่แพ้และชนะ ตามแบบภาษาคน คือชนะตลอดกาล ตามแบบภาษาธรรม, ไม่มีเรื่องเกิดขึ้น ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ไม่มีความทุกข์เกิดขี้น ไม่มีตัวกู-ของกูเหลืออยู่ มันก็สิ้นสุด.
เอาละผมหวังว่า ทุกๆองค์นี้ จะฟังด้วยดี, แล้วไปคิดด้วยดี เพราะนี้คือที่มัน condensed ออกมาจากพระไตรปิฎกจากไบเบิลจากอะไร จากคัมภีร์ทุกแขนง มาเป็นคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค เอามาพูดให้คุณฟัง; ก็เหมือนกับฟังทั้งหมดในโลก, ฟังพระธรรมคำสอน พระคัมภีร์ทั้งหมด ที่มีอยู่ในโลก มันเรื่องตัดตัวกู-ของกูเท่านั้น, ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น, ประจำวัน ประจำคืนนี้ ต้องพยายามตัด ตัวกู-ของกู; ถ้าตัดยังไม่ได้ ก็ควบคุมให้ได้, อย่าให้ตัวกู-ของกู ขึ้นมาบงการ จริงอย่างนั้นถูกอย่างนี้ ยุติธรรมอย่างนั้น, อย่าให้มันขึ้นมาบงการ. ให้จิตของเรา ว่างจากตัวกู-ของกู อยู่เรื่อย จิตมันรู้เอง จิตจะเป็นผู้รู้เอง, จิตที่ว่างจากตัวกูมันจะรู้เองว่าอะไรยุติธรรม อะไรไม่ยุติธรรม, และควรทำอย่างไร ในกรณีนี้, แล้วจิตชนิดนี้ มันจะแสวงหาคำตอบ จากพระพุทธเจ้า จากพระเยซู, จิตมีสติสัมปชัญญะ จิตชนิดนี้ มันจึงสามารถ จะถาม พระพุทธเจ้าได้ว่าควรทำอย่างไรในกรณีนี้, รอเวลา ๑๐ นาที ๕ นาที ก็ถมไป ก็ได้คำตอบที่ดี เรื่องมันก็สิ้นสุดลงไป.
ฉะนั้น จะต้องถือว่า ไม่ใช่เรื่องพูดสนุกๆ หรือว่าพูดเล่นลิ้น เล่นโวหาร เล่นสำนวน; แต่เป็นเรื่องที่กลั่นกรองมาจากทั้งหมดของพระคัมภีร์ มาพูดให้ฟัง เพื่อประหยัดเวลา. โดยส่วนตัว คุณก็ทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่วัด หรือแก่ผม หรือตามความต้องการของผม, ผมก็ควรจะขอบใจ แล้วสิ่งที่จะตอบสนองก็คือสิ่งนี้ ที่มันดีที่สุด.
ธ-ปาฎิ-๒ ๓๑.ก/๓๓๑-๓๓๔
มาร แปลว่า ผู้ทำให้ตาย ผู้ฆ่า หมายถึงผู้ขัดขวางมิให้มีโอกาสทำความดีได้โดยสะดวกผู้กำจัดความดีที่มีอยู่ในตัวบุคคลออกไป
มาร มี ๕ ประเภท คือ
๑. ขันธมาร มารคือร่างกาย เพราะหิวกระหาย เจ็บป่วย ต้องดูแลรักษาตลอดเวลา
๒.กิเลสมาร มารคือกิเลส เพราะครอบงำทำให้เดือดร้อนวุ่นวายอยู่ตลอด
๓. อภิสังขารมาร มารคืออกุศลกรรม เพราะคอยให้ผลกำจัดขัดขวางทำให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ
๔. มัจจุมาร มารคือ หมายตาย เพราะกำจัดชีวิตให้หมดโอกาสทำความดีต่อไปเด็ดขาด
๕. เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตรที่ประสงค์ร้าย เพราะคอยขัดขวางทำลาย ไม่ให้โอกาส

มารคืออะไร
คำว่า มารหมายถึงสิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดีหรืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี มี ๕ ประเภทคือ
1. กิเลสมาร มารตามความหมายนี้หมายถึง กิเลสทั้งสามตระกูลใหญ่ๆ ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ หรือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นในจิตใจผู้ใด ล้วนทำใจให้เป็นบาปทั้งสิ้นความดีงาม เช่น เมตตา กรุณา เป็นต้น หายไปหมดสิ้นจากจิตใจ คือ ถูกกิเลสฆ่าตายสิ้นสิ้นนั้นเอง อย่างนี้ท่านเรียกว่า กิเลสมาร (มาร คือ กิเลส )
2. ขันธมาร หมายถึงขันธ์ 5 ขั้นทั้งห้าได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหตุที่เป็นมาร เพราะเป็นสภาพปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นที่ตั้งแห่งทุกขืถูกปัจจัยต่างๆบีบคั้นเบียดเบียน เช่น การเจ็บป่วย เป็นต้น จนม่สามารถทำความดีงามได้เต็มที่
3. อภิสังขารมาร หมายถึง อภิสังขารที่ปรุงแต่งกรรม เหตุที่เป็นมารเพราะทำให้เกิดชาติ ชรา มรณะ ขัดขวางไม่ให้หลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ
4. เทวปุตตมาร มาร คือ เทพบุตรแต่เป็นเทพบุตรที่ชั่วร้าย (เทพอสูร) คอยมุ่งร้ายขัดขวาง เหนี่ยวรั้งบุคคลมิให้ละความสุขออกไปบำเพ็ญเพียร
5. มัจจุมาร มาร คือ ความตาย เพราะตัดโอกาสในการทำความดีโดยหมดสิ้นเมื่อความตายมาถึง ความตายจึงถือว่าเป็น มารชนิดหนึ่ง
ผู้ปฏิบัติธรรมะ จะต้องเอาชนะมารทั้ง 5 นี้ให้ได้และต้องใส่ใจไว้เสมอว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด มารไม่มี บารมีไม่แก่กล้า”

ข้อปฏิบัติที่จะให้เป็นอรหันต์
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพว่า ดูก่อนจอมเทพเจ้าทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ได้สดับว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดถือ
ดูกรจอมเทพเจ้าถ้าภิกษุได้ยินว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดถือดังนี้แล้วภิกษุนี้ก็รู้จักธรรมทั้งปวง ครั้นรู้จักธรรมทั้งปวงแล้วก็พิจารณาธรรมทั้งปวง ครั้นพิจารณาธรรมทั้งปวงแล้ว ก็เสวยเวทนาเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง ภิกษุนั้นก็เล็งเห็นความไม่เที่ยง ความคลายความดับ ความสละในเวทนาทั้งหลาย เมื่อภิกษุนั้นเล็งเห็นดังนั้น ก็ไม่ยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลก เมื่อไม่ยึดถือ ก็ไม่ดิ้นรน เมื่อไม่ดิ้นรน ก็ดับเฉพาะตน ก็รู้ว่าสิ้นความเกิดแล้ว สำเร็จพรหมจรรย์แล้ว ได้ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นจะทำ เพื่อความเป็นอย่างนี้อีก ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ จอมเทพเจ้า เมื่อว่าโดยย่อแล้วจึงชื่อว่าภิกษุหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาชื่อว่าสำเร็จ ชื่อว่าปลอดโปร่งจากเครื่องเกาะเกี่ยวอย่างเยี่ยม ชื่อว่าประพฤติพรหมจรรย์อย่างเยี่ยม ชื่อว่าประเสริฐสุดกว่าเทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย
จูฬตัณหาสังขยสูตร. ม.มู.

คำว่า ธรรมทั้งปวงในที่นี้ได้แก่อายตนะภายใน 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอก 6 ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วจะเกิดเวทนาความเสวยอารมณ์ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง แล้วพิจารณาด้วยปัญญา ก็จะเห็นเวทนานั้น ไม่เที่ยง เห็นความคลาย ความดับ ความสละคืนในเวทนานั้นแล้ว ก็ไม่สะดุ้งดิ้นรน เมื่อไม่สะดุ้งดิ้นรนก็ดับไก้เฉพาะตน
นิพพานัง ปรมัง สุขังดับกิเลสได้เป็นสุขอย่างยิ่ง ( นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง )
ที่มา หนังสือคู่มือการปฏิบัติธรรม ( ฉบับพิเศษ ) โดย หลวงพ่อ กันต สิริภิกขุ สำนักปฏิบัติธรรม ศิริธรรม (ถ้ำชี )
ผู้สนใจปฏิบัติธรรม ในสถานที่ที่เรียบง่าย แบบธรรมชาติ สามารถไปปฏิบัติได้ที่ สำนักปฏิบัติธรรม ศิริธรรม (ถ้ำชี ) ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.ราชบุรี 032-428522 ตัววัดตั้งอยู่บนภูเขา อากาศเย็ยสบาย ผู้ปฏิบัติต้องตื่นตั้งเเต่ ตี 4 และมีอาหารให้ทาน เป็นมังสวิรัติด้วย  
โดย : [DT06800] 10 ก.ค. 2551 18:57 น. 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑  หน้าที่ 701
อนึ่ง   เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงหักกิเลส   เครื่องกระวนกระวาย เครื่องเร่าร้อนทุกอย่างนับแสน   มีประเภทคือ    โลภะ    โทสะ   โมหะ มนสิการวิปริต  ฯลฯ  อกุศลกรรมบถ  ๑๐  ทิฏฐิ  ๖๒   ตัณหาวิปริต  ๑๐๘ หรือโดยย่อ  ซึ่งมาร ๕  คือ  กิเลสมาร  ขันธมาร  อภิสังขารมาร  มัจจุมาร และเทวบุตรมาร  ฉะนั้น  เมื่อควรจะถวายพระนามว่า  ภคฺควา  เพราะทรงหักอันตรายเหล่านี้ได้แล้ว  บทว่า  สพฺพามิตฺเต  ได้แก่ข้าศึกทั้งปวงกล่าวคือ ขันธมาร   กิเลสมาร  อภิสังขารมาร  มัจจุมาร และเทวบุตต ข้าศึกทั้งปวงกล่าว คือขันธมาร กิเลสมาร   อภิสังขารมาร  มัจจุมารและเทวบุตตมาร
 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓  หน้าที่ 375
         คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายดังนี้  เพราะภิกษุผู้ขีณาสพผู้ทำลายกิเลส โดยนัยดังกล่าวแล้ว        ดับสนิทด้วยกิเลสปรินิพพานเพราะสิ้นตัณหาโดยประการทั้งปวง    ไม่มีอุทาน   คือ หมดอุปาทาน        หรือเพราะไม่ยึดมั่นกิเลสมารและอภิสังขารมาร  ภพใหม่จึงไม่มี     คือไม่มีอุปปัตติภพโดยการปฏิสนธิต่อไป.  และภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น   ครอบงำมารเสียได้  คือ ในขณะจริมกมรรค   ครอบงำกิเลสมารอภิสังขารมาร    และเทวบุตรมาร   ในขณะจริมกจิต    จิตดวงสุดท้าย  (อรหัตมรรค) ครอบงำขันธมาร    และมัจจุมารเสียได้  รวมความว่า ท่านครอบงำมารทั้ง ๕ เสียได้  คือให้พ่ายแพ้  ได้แก่
ทำให้หมดพยศด้วยการไม่ให้เงยศีรษะขึ้นได้อีก  เพราะท่านชนะสงครามที่พวกมารทำให้เกิดในที่นั้นๆ.  ก็ด้วยประการอย่างนี้  ท่านชื่อว่าชนะสงครามชื่อว่า  ผู้คงที่  คือ เป็นพระอรหันต์   เพราะถึงลักษณะของความเป็นผู้คงที่เพราะไม่มีวิการในอารมณ์ทั้งปวงมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น  ชื่อว่า  ก้าวล่วง  คือก้าวล่วงด้วยดี   ซึ่งภพทั้งปวง   คือ ภพแม้ทั้งหมดมีประเภทตามกล่าวแล้วไม่จัดเข้าในที่ใดที่หนึ่ง  โดยที่แท้เป็นผู้หาบัญญัติมิได้เบื้องหน้าแต่ปรินิพพานไปเหมือนไฟหมดเชื้อ   ฉะนั้น. 
มารหรือซาตาน สัญญลักษณ์ของความชั่วร้ายมิเคยสูญสลายไปจากโลก.....
คนเราจินตนาการภาพลักษณ์มารไว้เสียน่าเกลียดน่ากลัว ตัวโต เขี้ยวงอก ถือหอกถือง้าว ท่าทางกักขฬะ จ้องจะทำร้าย คนดีเสมอ อะไรทำนองนั้น.....แต่จะมีสักกี่คน มีนัยน์ตาแห่งปัญญาญาณ เห็นมารตัวจริง เป็นสัจธรรม
มารคือ ความชั่วร้ายในใจเราทุกคน เพราะไม่เข้าสัจจะชีวิต จึงไม่หลุดพ้นบ่วงมาร เราต้องทุกข์ทรมาน ไม่จบสิ้น จากความชั่วร้าย ที่สิงอยู่ภายในใจตน เราถูกหลอกให้หลงระเริงไปกับโลกีย์ ติดตามหาสวรรค์จอมปลอม ท่ามกลางรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส อันรัดรึง ทุกข์แสนทุกข์ ก็ยังเห็นว่าเป็นสุข เหนื่อยหนัก ปานใด ยังไม่เข็ดหลาบ....เพราะมารดลใจ แท้เชียว เราจะมีความสุขได้มากกว่านี้ หากหลุดพ้นบ่วงมารคือ หลงตน.....
ชีวิตเหมือนถูกจองจำอยู่กับความสวยงาม สตรีมากมายที่สูญเสียเวลาของชีวิตไปกว่าครึ่ง กับการ ส่องกระจก ดูเงาหน้าตน แต้มแต่งสีสรร วาดหน้ากาก แห่งความงาม ลงบนหน้า เพื่อลวงบุรุษ ตาถั่ว ให้มองเห็นว่า ตัวเองสวยพริ้มเพรา สูญเวลาไปมากมาย หมุนซ้าย หมุนขวา สำรวจความงาม นับว่า กระจกเงา เป็นสิ่งเดียวในโลก ที่หลอกสตรี ได้แนบเนียนที่สุด และสิ่งเสพติด ที่ผู้หญิงเสพ ไม่รู้จักพอคือ เครื่องสำอาง การแต่งตัวอย่างหลงสวยหลงงาม เป็นบ่วงมารของชายและหญิงทุกผู้คน ทุกข์ส่วนหนึ่ง ของชีวิต เกิดจากจุดนี้ สัจจะแห่งความงามมิได้อยู่ที่เปลือกกาย ทว่าเป็นใจสะอาดบริสุทธิ์ของคนเราต่างหาก ความงาม เพียงเปลือก นั้นไม่ถาวร มินานก็เสื่อมสูญ แต่งามภายในนี้เป็นนิจนิรันดร์ เลิกแต่งหน้าทาปากเสียได้ สตรีจะมีชีวิตที่เบาสบายอย่างมากมายเชียว และได้เวลาของชีวิต กลับคืน อีกตั้งครึ่ง ประหยัดรายจ่าย ไม่ต้องสวมหน้ากากลวงล่อชายใด ไม่ต้องแต่งตัว ก็อยู่ได้สุขสบาย เรียบง่ายดี เราจะเข้ากับคนอื่นได้อย่างมีความสุข หากไม่หลงตนว่าดีเลิศประเสริฐศรี.....
คนประเภทนี้ไม่มีใครอยากคบหา เพราะชอบอวดตนต่อสาธารณชน เป็นที่น่าหมั่นไส้ กันถ้วนทั่ว หลงว่าตนเองดีจึงไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ข่มเบ่งอหังการ์ ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน สร้างศัตรู รอบกาย โดยไม่รู้ตัว ไม่มีเพื่อน ดีเด่นแต่โดดเดี่ยว ช่างเป็นคนดีที่น่าเศร้าเสียจริง.....แจ่มชัดในตนหลุดพ้นบ่วงมาร มองให้ออกว่า ดีของเรา เป็นดีจริงหรือดีแตก.....เปิดเปลือกตาแห่งปัญญาขึ้น มองตัวเองให้กระจ่าง อย่างคัมภีรภาพ หรือรับฟังเสียงสะท้อน จากคนรอบข้าง เขารู้สึกกับเราอย่างไร ? ชื่นชม หรือ เอือมระอา เต็มทน ? สำรวจตัวเองให้รอบ.....หลงตนว่าดีเลิศหรือไม่ ? หากเป็นจริง พึงรีบปรับปรุงแก้ไข ทำตัวเสียใหม่ ให้อ่อนน้อม ถ่อมตน เมื่อนั้นเราจะสัมพันธ์กับคนรอบกายได้อย่างมีความสุข
(สารอโศก อันดับที่ ๒๕๘ มีนาคม ๒๕๔๖)

คาถาบูชา พ่อหมอชีวกโกมารภัจจ์
นะโม ศิวะโก ศิระสาอรหัง การุณิโก
วิสะตะทิพพะมันตัง ปะภาโส สุริยังจันทัง โกมาระภัทโต
ปะกาเสติปัทธิ โตอะเมหะ โสระ โรคา สุมะนาโหมิ
นะระนะอะ โรคาพยาธิ วินาสสันติ
..................................

พระคาถานี้ ให้บูชาเป็นประจำ ความป่วยไข้หรือ โรคภัย จะไม่มากล้ำกราย แต่ต้องอยู่ในศีลธรรม พ่อหมอ ชีวกโกมารภัจจ์ เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ฉะนั้น พึงตั้งจิตสวดบูชาโดยความเคารพ โดยเฉพาะ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับศพ หรือ คนป่วย ควรจะสวดเป็นประจำ วิญญาณร้ายจะไม่ตามติดมากรังควาญ
สวัสดี

     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น