วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

กรรมที่ทำให้เป็นมาร

กรรมอะไรทำให้เทวดาเป็นมาร  สงสัยว่าทำไมขวางทางคนอื่นเป็นอาชีพแล้วยังได้เป็นเทวดาอยู่อีก
        ข้อที่อยากให้ทุกท่านได้สังเกตก่อนอื่นใด  ก็คือบุญนั้นไม่ได้พามาแต่ความรู้สึกด้านดีประการเดียว  แต่มักพ่วงพาเอาความถือตัว เห็นตนเองวิเศษสูงส่งเหนือใคร ๆ มาด้วยแล้วที่สุดก็ลงเอยด้วยความประมาท  ฉันเป็นพระเอก นางเอกแล้วมีบุญกองภูเขาแล้ว  ยิ่งใหญ่เหนือความผิดทั้งปวงแล้วดูเบาบาปผิด เล็ก ๆ  น้อย ๆ สำคัญว่าไม่เป็นไร  ทำไปไม่มีทางร่วงหล่นสู่นรกขุมไหน ๆ อีกแล้ว ลองถามตัวเองเถิด  ถ้าหากทำบุญมาก ๆ แบบครบวงจรแล้วความคิดข้างต้นแวบ ๆ วาบ ๆ ขึ้นมาบ้างหรือเปล่า  ถ้าเคยก็ขอให้สังวรระวังเถิด  เพราะนี่แหละเชื้อที่ทำให้คุณมีสิทธิ์สอบติดเป็นมารตนหนึ่ง
          ความประมาทนั้น  เป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายที่ธรรมชาติจะดึงคนดีให้ตกต่ำ  ยิ่งบุญมากขึ้นเท่าไหร่  เครื่องล่อให้ประมาทก็จะยิ่งใหญ่เป็นเงาตามตัวมากขึ้นเท่านั้น  จึงไม่แปลกถ้าใครรู้สึกว่าตนเองและพรรคพวกสูงส่งเหนือมนุษย์  ก็มีแนวโน้มจะดูถูกดูแคลนผู้คน  อยากให้ใคร ๆ ตกอยู่ใต้อำนาจตนและไม่อยากให้ใครได้ดีเกินตน
         อันที่จริงอัตตามนะอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ใครเป็นมารขึ้นมาหรอก  สิ่งที่ทำให้คน ๆ หนึ่งหรือเทวดาตนหนึ่งกลายเป็นมารอย่างสมบูรณ์แบบคือการตั้งความเชื่อไว้ผิด  ชนิดที่นำไปสู่การก่อกรรมขัดขวางความเจริญ หรือห้ามความสำเร็จอันเป็นประโยชน์สุขของผู้อื่น   คือทำทุกวิถีทางไม่จำกัดรูปแบบ  ไม่ว่าบั่นทอนกำลังใจข่มขู่คุกคามขวัญ  ดลใจให้อยากประพฤติผิด  บังใจให้ลืมสิ่งที่ควรทำ  ตลอดจนกระทั่งทำลายล้างกันตรง ๆ ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ  ขอเพียงขัดขวางไม่ให้ใครบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนาได้เป็นพอ  ถ้าคุณยังไม่คลุกวงในหรือคว่ำหวอดกับการศาสนาจริงจัง  คุณจะยังไม่รู้จักหรือนึกไม่ถึงว่ามีรูปแบบการขัดขวางที่พิสดารได้ปานนั้น
        ถ้ายังแปลกใจว่าทำไมเทวดายังคิดพิเรนทร์ได้  ก็ขอให้พิจารณาจากความจริงบนโลกนี้ที่เห็น ๆ กัน  เช่นแต่ละศาสนาจะมีคนดี ๆ ที่ไม่เห็นด้วย  อาจต่อต้าน  หรือกระทั่งทำลายล้างกันอยู่จริง  เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากเขาจะติดนิสัยเช่นนั้นไปยังภพอื่น  ในมนุษย์โลกมีพฤติกรรมแบบใดได้  บนเทวโลกและพรหมโลกก็มีพฤติกรรมแบบนั้นได้เช่นกัน  เพราะมนุษย์ย่อมจากโลกนี้ไปสู่ภาวะที่สอดคล้องกับนิสัยเดิม  ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์หรือนรก  ใครดื้อ  ใครไร้เหตุผล  ใครใช้อารมณ์  จนขาดสามัญสำนึกไปตลอดชีวิต  ก็ย่อมละโลกนี้เพื่อไปสู่ความเป็นเช่นนั้นอย่างยืดยาวหาที่จบยาก  เนื่องจากภูมิมนุษย์นั้นธรรมชาติให้ไว้เป็นโอกาสเลือกเส้นทางของตัวเอง  จะกระทำตัวตนแบบหนึ่ง ๆ เข้มข้นถึงที่สุดก็ได้  หรือปรับเปลี่ยนรื้อถอนตัวตนแบบหนึ่ง ๆ ด้วยการแลกชีวิตทั้งชีวิตก็ได้  ส่วนภพภูมิอื่น ๆ โดยเฉพาะที่โตเลยโดยไม่ต้องเรียนรู้  ไม่ผ่านการขัดเกลา  ไม่มีตัวเลือก  ให้ตัดสินใจเป็นอื่นนั้น  ย่อมปักใจกับสิ่งที่วิบากกรรมหยิบยื่นมาวางไว้ตรงหน้าอย่างเดียว  เช่นถ้าเคยชินกับความเป็นผู้ขัดขวาง  เขาย่อมไปสู่ความเป็นสหายในภพของผู้ขัดขวางตั้งแต่อุบัติจนถึงอายุขัย
       ทีนี้มาดูกันว่าเหตุใดมนุษย์ที่มีสามัญสำนึกติดตัวกันดี ๆ ทุกคนจึงหลงผิดไปเป็นมาร  เราจะพูดถึงมารศาสนาพุทธอย่างเดียวมารของศาสนาอื่นไม่พูดถึง  แต่โดยหลักการก็คล้ายคลึงกันคือใครต่อต้านความเชื่อแบบใดก็เป็นมารประจำความเชื่อแบบนั้น ๆ
1.     เป็นมารเพราะตั้งความเชื่อไว้ผิด  แต่ประพฤติถูกบางส่วน
          หมายถึง  เชื่อในการใช้ชีวิตแบบไม่เบียดเบียนใคร  เลื่อมใสการเกื้อกูลสังคม  หรือกระทั่งศรัทธาในสันติสุขและการมีเมตตา  แต่ไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบาก  ไม่เชื่อว่านิพพานมีจริง  อาจจะเพราะได้รับการปลูกฝังให้เชื่อแบบนั้นมาแต่เล็ก  หรืออาจจะโตแล้วคิดเอง คะเนแล้วปักใจเข้าข้างตัวเองอย่างเหนียวแน่น  แถมยังขยายความเห็นผิดของตนให้กว้างไกลออกไป  ผ่านรูปแบบการถกเถียง  ถากถาง  กล่าวโจทก์โพนทะนาด้วยเจตนา  ให้คนทั้งโลกหมดความเชื่อถือ  หรือกระทำพุทธศาสนาให้หมดความชอบธรรมที่จะตั้งอยู่  กรรมที่เผยแพร่ศาสนาตนด้วยวิธีย่ำยีศาสนาอื่นในวงกว้างนี้แหละตัวการสำคัญอันจะทำให้เป็นมาร
          บุคคลประเภทนี้มีโอกาสไปสวรรค์  ก็เพราะความดีที่เขาทำได้น้ำหนักเกินความชั่วที่เขาก่อ แต่หากครั้งเป็นมนุษย์ทำบุญได้น้ำหนักแค่พอดีกับบาป ตายแล้วจะไปเป็นอสูร  ซึ่งจัดเป็นพวกครึ่งเปรตครึ่งเทพ  คอยรบกวนทั้งมนุษย์และเทวดาที่ใฝ่ดีตามแนวทางของพระพุทธศาสนา  อาจจะในรูปของการทำร้ายตรงไปตรงมา  ดังเช่นเมื่อครั้งพุทธกาลมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่ง  เดินจงกรมอยู่กลางแจ้ง  มารก็เข้าไปรบกวนท้องไส้ท่านให้รู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนัก ๆ ถ่วงอยู่  แต่ท่านรู้ทันด้วยญาณ  จึงเกลี้ยกล่อมโดยเล่าให้ฟังว่าอดีตชาติท่านก็เคยประพฤติตนเป็นมารอย่างนี้แหละ  แต่พอพ้นจากภพของมารก็ต้องลงไปเสวยมหันตทุกข์  หมกไหม้อยู่ในมหานรกนานแสนนาน  ไม่คุ้มกัน  (ตัวท่านเองในครั้งอดีตเป็นญาติเก่ากับมารที่มารบกวนท่านในชาติสุดท้ายเสียด้วยครับ  ถึงมีสายสัมพันธ์ที่เปิดช่องให้มารบกวนกันได้)
2.     เป็นมารเพราะตั้งความเชื่อไว้ถูกส่วนหนึ่ง แต่เห็นผิดอีกส่วนหนึ่ง
                 หมายถึง คนที่ศรัทธาในกรรมวิบากระดับให้ทานและรักษาศีล  เชื่อว่ากรรมมีผลเชื่อว่าทำดีย่อมมีสุคติเป็นที่หวังแต่น่าเสียดายยังเห็นผิดเกี่ยวกับนิพพานและวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงนิพพาน  ลำพังความเห็นผิดเงียบ ๆ อยู่คนเดียวก็ไม่กระไรนัก  แต่หากเกิดเป็นขบวนการจัดตั้ง พยายาม  ล้มล้างแนวความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับมรรคผลนิพพานดั้งเดิม  อันนี้ก็ต้องกลายไปเป็นพลพรรคมารกันโดยไม่รู้ตัว   พวกนี้จะเป็นมารแบบผู้ดีหน่อยคือเวลารบกวนจะไม่มาลักษณะการทำร้ายกันดื้อ ๆ แต่จะมาในรูปของการดลใจในสมาธิ  เช่นทำให้พระซึ่งมีบุญมาก ๆ  หลงเห็นนิมิตบางอย่าง  ได้ยินเสียงบางอย่าง แล้วบังเกิดความเชื่อมั่นว่านั่นคือการบรรลุถึงมรรคถึงผล  โดยมากเป็นดอกบัวบานหรือนิมิตพระพุทธรูปที่มีเสียงระฆังกังวานสดใสหรือคำรับรองว่าเช่นนี้เป็นมรรคผลที่ถูกต้องแล้ว
และยังสำคัญตนไปต่าง ๆ นานาว่ารู้เห็นเยี่ยงผู้วิเศษ ใครเตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง  จะฟังแต่ครูบาอาจารย์ที่ให้รางวัลเขา  แต่งตั้งให้เขาเป็นพระอรหันต์เท่านั้น  พวกนี้ไปเกิดเป็นเทวดาได้เพราะบุญซึ่งทำจริง ๆ ตลอดชีวิต  แต่พอเป็นเทวดาก็มักมีความพอใจประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์  มาสนทนากับมนุษย์ผู้มีญาณ  หรือผ่านมนุษย์ผู้เป็นร่าง ก็จะต้องการให้ผู้อื่นเชื่อว่าหมดกิเลสแล้วบางครั้งก็มีวิธีบังคับ  หรือวิธีสำแดงตนแปลก ๆ ได้พิสดารสุดที่มนุษย์ธรรมดา ๆ จะแข็งขืนไม่ยอมศิโรราบให้  เทวดาพวกนี้จะบรรยายสภาพของนิพพานไปต่าง ๆ นานา สารพัด  โดยรวบรัดคือเป็นดินแดนอันสงบสุข  หาความทุกข์มิได้  ซึ่งที่แท้ก็คอภพหนึ่งของเทวโลกหรือพรหมโลกเท่านั้นและจะปฏิเสธนิพพานแบบไร้นิมิต  ไร้ที่ตั้ง  เห็นเป็นของน่าเบื่อ  ไม่มีตัวตนให้สนุกอีก  โดยไม่เฉลียวคิดถึงแก่นสารที่แท้จริงว่าการไร้สภาพปรุงแต่งให้เกิดดับนั่นเอง  คือบรมสุขคือความสงบอันเป็นที่สุดทุกข์
3.     เป็นมารเพราะตั้งความเชื่อไว้ถูก  แต่ปรามาสผู้ทรงคุณ
           หมายถึง  คนที่เข้าใจ ทฤษฎี  ทางพุทธศาสนา  ถูกต้อง  ทั้งในหลักกรรมวิบาก  และในหลักวิธีพ้นทุกข์พ้นอุปาทานอย่างเด็ดขาด  แต่พวกเขาเพียงทรงจำไว้  ไม่ปฏิบัติตนตามหลักการที่พระพุทธเจ้าสอนให้ตลอดสาย  ผู้ใกล้ชิดจะรู้ดีและเห็นคาตาหลายครั้ง  ว่ายังเป็นผู้ตระหนี่ มีอาการเล็งโลภ  โกหก โดยปราศจากความละอาย  ตลอดจนหลงตัวหลงตนเกินธรรมดา   ยิ่งศึกษามาก  ทรงจำมาก  ก็ยิ่งเกิดความทะนงมากกลายเป็นอยากเพิ่มอัตตาเยี่ยงผู้มีปัญญาคิดอ่านแตกฉานยิ่ง ๆ ขึ้นไป และอยากให้ใคร ๆ มองว่าตนรอบรู้ทรงภูมิเป็นที่หนึ่ง ซึ่งพออัตตาใหญ่  ทางหลุดพ้นจากอุปาทานก็เล็กลง   คิดถึงมรรคผลนิพพานแล้วท้อใจ    คือไม่ใช่แค่เห็นว่ามรรคผลนิพพานเข้าถึงได้ยาก  แต่เห็นว่าเป็นของเข้าถึงไม่ได้เลยในชีวิตตน  และเมื่อตนเข้าถึงมิได้ ก็แปลว่าคนอื่นทั้งโลกจะต้องไม่มีความสามารถเข้าถึงได้เช่นกัน  พวกที่เข้าข่ายจะต้องกลายเป็นมารเต็มขั้น  ได้แก่  ภิกษุซึ่งมีหน้าที่สอนธรรมะในชั้นเรียน  เพราะภิกษุเป็นผู้ตกลงกับพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตอนบวชว่าจะเข้ามาทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง  ถ้ามาประกาศเสียเองว่ามรรคผลนิพพานทำไม่ได้แล้ว ก็เท่ากับทรยศต่อพระพุทธเจ้า  เท่าที่ทราบมาบางคนเป็นถึงเปรียญชั้นสูง ๆ แต่เอ่ยปากว่ายุคนี่อย่าหวังฌาน  อย่าหวังมรรคผล  ขอให้บำเพ็ญบารมีเพื่อไปเอาดีในยุคพระศรีอารย์กัน นี่เป็นคำพูดที่สืบ ๆ กันมา  ตอนแรกเป็นคำพูดคนอื่น แต่พอพูดบ่อย ๆ ก็กลายเป็นคำพูดและความฝังใจเชื่อของตนเองไป  วิธีหว่านล้อมแบบมารซึ่งแยบยลที่สุด  คือแฝงมาในรูปของคนที่ถูกต้องที่สุด คนที่รู้ดีที่สุด  สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเขาหลงทางมีอย่างเดียวคือภาพรวมของเขาไม่สนับสนุน ไม่ให้กำลังใจใครได้ไปถึงนิพพาน  ตรงข้ามกลับคะยั้นคะยอให้ใคร ๆ เห็นมรรคผลนิพพานเป็นเรื่องยากเกินเอื้อม   ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก  บั่นทอนกำลังใจทุกรูปแบบซึ่งเป็นตรงข้ามกับลีลาของพระพุทธเจ้า

สำหรับกรรมที่ทำให้เป็นราชาแห่งมาร  หรือที่เรียก พญามาร    โดยมากจะมีบารมียิ่งใหญ่เกิดธรรมดา  เช่น สามารถเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาหรือลัทธิความเชื่อดี ๆ พาคนไปสวรรค์ได้ด้วยตนเอง  แต่หลงผิด  บิดเบือนพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า  ทำให้คนเข้าใจว่าหลักการนิพพานในพระไตรปิฎกเป็นของปลอม วิธีที่ตนเพิ่มค้นพบด้วยตนเองเท่านั้นถูกต้อง พวกนี้หลงผิดอยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดและเมื่อตั้งความเห็นไว้แล้วว่าตนถูกที่สุด คนที่เชื่อต่างจากตนจึงเป็นคนผิด  ฉะนั้นแม้เมื่อพบผู้ปฏิบัติถูก  สามารถละกิเลสได้จริง  แทนที่จะชื่นชมยินดีมีมุทิตาจิตไปกับความผ่องใสของพวกท่าน  ก็กลับจะขัดเคือง  หมั่นไส้ ไม่อยากเห็นฝ่ายตรงข้ามก้าวหน้าเกินตน  ซึ่งก็จะนำไปสู่การจ้องจับผิด  เห็นตนมีอภิสิทธิ์ในการไล่เบี้ยความรู้ผู้อื่นผิดเล็กผิดน้อยเอามาด่าได้ราวกับเป็นอาชญากร  หรือแม้เขาไม่มีความผิดเลย ก็พูดสันนิษฐานต่าง ๆ นานา  ชักแม่น้ำทั้งห้า  เพื่อชี้นำคนอื่นให้เห็นว่าเขาผิดจนได้
           สรุปคือ  มารไม่จำเป็นต้องคิดว่าตัวเองเป็นมาร  ตรงข้าม พวกเขาอาจนึกว่าตนเป็นฝ่ายพระเอก  นางเอก ด้วยซ้ำ   มีแต่   กรรม   ของเขาที่จะแสดงในตัวเองว่าเขาเป็นใคร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น